นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการหาร่วมกับผู้ส่งออกหน้ากากอนามัย ประมาณ 50 ราย และผู้เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) องค์การเภสัชกรรม กระทรวงการต่างประเทศ ฯลฯ ว่า การหารือครั้งนี้เพื่อหาทางบริหารจัดการหน้ากากอนามัยให้มีใช้เพียงพอในประเทศ เพราะในช่วง 4 วันทำการ หรือตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ.2563 ที่กรมกำหนดให้ผู้ส่งออกหน้ากากอนามัยตั้งแต่ 500 ชิ้นขึ้นไป ต้องขออนุญาตจากกรมก่อน จนถึงวันที่ 12 ก.พ. 2563 มีผู้มาขออนุญาตส่งออกแล้ว 21 ล้านชิ้น แต่กรมยังไม่ได้อนุญาตให้ส่งออก โดยมีผู้ส่งออกบางรายขอผ่อนผันการส่งออกที่มีคำสั่งซื้อหน้ากากอนามัยชนิดพิเศษ
“จึงมีการเสนอทางออก โดยหน้ากากอนามัยชนิดพิเศษ หรือสเปกพิเศษ เช่น หน้ากากอนามัยทางการแพทย์สำหรับการผ่าตัด สำหรับใช้โรงงานอุตสาหกรรม หน้ากากอนามัยที่ใช้ป้องกันสารเคมี หรือวัตถุมีพิษ เป็นต้น หากจะให้กรมอนุญาตการส่งออก ผู้ส่งออกและผู้ผลิตจะต้องผลิตหน้ากากอนามัยแบบ ที่ใช้ป้องกันเชื้อโรคได้อย่างที่ต้องการใช้ในประเทศขณะนี้ ในปริมาณเท่ากับปริมาณที่ขอส่งออก เพื่อนำมาขายในประเทศ ” นายวิชัย กล่าว
นายวิชัย กล่าวว่า ส่วนหน้ากากอนามัยที่ขออนุญาตส่งออกเพื่อนำไปบริจาคให้กับประเทศที่มีการแพร่ระบาด อย่างจีน นั้น หากจะอนุญาตการส่งออก ผู้ส่งออกจะต้องแบ่งส่วนหนึ่งมาให้กับศูนย์บริหารจัดการหน้ากากอนามัย ของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อนำไปจัดสรรภายในประเทศให้กับผู้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้ก่อน เช่น โรงพยาบาล ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยตรง โดยอาจจะขอแบ่งในสัดส่วน 50 ต่อ 50 เช่น จะส่งออก 500,000 ชิ้น ต้องจัดสรรให้ศูนย์ 250,000 ชิ้น ส่งออกได้ 250,000 ชิ้น เป็นต้น
”ผู้ผลิตและผู้ส่งออกหน้ากากอนามัยทั้งหมดรับที่จะทำตามกติกา เพื่อให้มีของส่งออกไปได้ และมีของใช้เพียงพอในประเทศ โดยผมจะนำข้อเสนอนี้หารือกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ก่อนว่าจะเห็นด้วยตามนี้หรือไม่ ในขณะนี้หลายประเทศห้ามการส่งออก สำหรับหน้ากากที่ขอส่งออกทั้ง 21 ล้านชิ้น เกือบจะทั้งหมดเป็นหน้ากากอนามัยแบบธรรม ไม่ใช่สเปกพิเศษ”นายวิชัย กล่าว
+นายวิชัย กล่าวว่า สำหรับผู้ผลิตที่มาขออนุญาตส่งออก แต่ไม่ได้แจ้งสต๊อกให้กับกรมตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ภายในวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น กรมได้ให้เวลาแจ้งสต๊อกภายในวันที่ 14 ก.พ.นี้ เพื่อจะได้รู้ว่า ผู้ผลิตมีสต๊อกที่แท้จริงเท่าไร หากไม่แจ้งภายในกำหนด จะมีความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542 โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ และยังปรับอีกวันละ 2,000 บาทตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน
สำหรับสถานการณ์หน้ากากอนามัยของไทยขณะนี้นั้น ศูนย์บริหารจัดการหน้ากากาอนามัย ได้เร่งรัดให้ผู้ผลิตตเร่งผลิตเพื่อส่งมอบให้กับศูนย์ และนำไปจัดสรรให้หน่วยงานต่างๆ โดยจะได้รับจัดสรรวันละประมาณ 600,000 ชิ้น และจะจัดสรรให้กับองค์การเภสัชกรรม เพื่อนำไปกระจายให้กับโรงพยาบาลต่างๆ วันละ 200,000 และผู้ผลิตขายตรงให้อีกวันละ 150,000 ชิ้น รวมจะได้รับวันละ 350,000 ชิ้น เป็นต้น โดยผู้ผลิตขายให้กับโรงพยาบาลโดยตรงอีก 150,000 ชิ้น องค์การเภสัชกรรมได้รับจากกระทรวงอีกวันละ 200,000 ชิ้น ดังนั้น หน่วยงานด้านสาธารณสุข จะได้หน้ากากวันละ 350,000 ชิ้น แล้วยังมีผู้ผลิตบางรายจะสนับสนุนให้อีก 300,000 ชิ้น

