‘บีทีเอส กรุ๊ป’ เผยกำไรสุทธิไตรมาส 3 ทะลุ 2,460 ล้านบาท เติบโตแข็งแกร่ง 107% จากปีก่อน

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส กรุ๊ป แถลงผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2562/63 ว่า กำไรสุทธิในไตรมาสนี้เติบโตอย่างโดดเด่นร้อยละ 107 เป็น 2,460 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นในธุรกิจระบบขนส่งมวลชนและธุรกิจสื่อโฆษณา รวมถึงการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ยู ซิตี้ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมของบีทีเอส กรุ๊ป จากการบันทึกกำไรจากการขายบริษัท หมอชิตแลนด์ จำกัด จำนวน 1,118 ล้านบาท ในขณะที่กำไรสุทธิหลังหักภาษีจากรายการที่เกิดขึ้นเป็นประจำในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 143 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) อยู่ที่ 2,378 ล้านบาท

ในไตรมาส 3 ปี 2562/63 บริษัทมีรายได้รวมจากการดำเนินงาน จำนวน 11,069 ล้านบาท โดยมีรายได้จากธุรกิจระบบขนส่งมวลชน จำนวน 8,659 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 78 ของรายได้รวม ด้านรายได้จากการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ประจำไตรมาส 3 ปี 2562/63 เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 เป็น 942 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเปิดให้บริการโครงการส่วนต่อขยายสายสีเขียวใต้ (แบริ่ง-เคหะฯ) ทั้งสายตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 สำหรับผลการดำเนินงานจากธุรกิจสื่อโฆษณาในไตรมาส 3 ปี 2562/63 นับเป็นอีกครั้งที่กลุ่มบริษัท VGI Group สามารถสร้างรายได้และกำไรสุทธิสูงสุดใหม่ โดยรายได้เติบโตร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เป็น 1,867 ล้านบาท สูงที่สุดนับตั้งแต่เปิดดำเนินการ ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตในทุกหน่วยธุรกิจสื่อโฆษณา รวมถึงการรับรู้รายได้เพิ่มเติมจากการให้บริการสื่อโฆษณาออนไลน์ภายใต้ VGI Digital Lab ส่งผลให้กำไรของ VGI เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นร้อยละ 30 เป็น 401 ล้านบาท

ในไตรมาสนี้ บีทีเอส กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายการให้บริการระบบขนส่งมวลชนอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากการเปิดให้บริการสถานีห้าแยกลาดพร้าว ในเดือนสิงหาคม 2562 บริษัทได้เปิดให้บริการเพิ่มอีก 4 สถานีของโครงการส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือไปเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าที่จะเปิดให้บริการเพิ่มอีก 4 สถานีในเดือนมิถุนายน 2563 และคาดว่าจะเปิดให้บริการแบบเต็มสายทั้งหมด 16 สถานีภายในปีนี้ ทั้งนี้ คาดว่าการเปิดให้บริการสถานีใหม่เพิ่มเติมดังกล่าว จะช่วยดันรายได้การให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ให้เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

ในส่วนของธุรกิจสื่อโฆษณานั้น เห็นบทบาทที่ชัดเจนขึ้นสำหรับการบริหารจัดการสื่อโฆษณาภายในประเทศ ภายหลังจากที่บริษัท มาสเตอร์ แอด จำกัด (มหาชน) หรือ MACO ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทได้เข้าซื้อกิจการบริษัท ฮัลโหล บางกอก แอล อี ดี จำกัด (Hello LED) เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ VGI จะยังคงมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการให้บริการ Offline-to-Online (O2O) โซลูชั่นส์ และร่วมสรรค์สร้าง Synergy ระหว่างกลุ่มบริษัทต่อไป ส่วน MACO นั้นจะมุ่งเน้นในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศอย่างเต็มตัว และมีฐานะเป็นเจ้าของสื่อโฆษณาภายในประเทศ ในขณะที่บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PlanB จะเป็นผู้บริหารจัดการขายและทำการตลาดสื่อโฆษณาในประเทศทั้งหมด ทั้งนี้ คาดว่าการปรับโครงสร้างในครั้งนี้ จะช่วยเสริมความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัทจากการผสานทีมงานซึ่งเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ และอาจนำไปสู่การลดต้นทุน รวมไปถึงโอกาสในการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ อีกด้วย

นายกวิน กาญจนพาสน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บีทีเอส กรุ๊ป กล่าวว่า นอกเหนือจากผลประกอบการที่โดดเด่นในไตรมาสนี้แล้ว ยังลงทุนในธุรกิจต่างๆ ที่เกื้อหนุนประโยชน์ต่อกันเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวในอนาคต พร้อมทั้งเปิดกว้างในการลงทุนในโอกาสทางธุรกิจที่จะต่อยอดและสร้าง Synergy ให้เกิดขึ้นใน     แพลตฟอร์มธุรกิจในปัจจุบันของเรา ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมา บีทีเอส กรุ๊ป ได้จับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจและขยายขอบเขตความสนใจไปยังโครงการด้านขนส่ง โครงการโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจการชำระเงิน ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจโลจิสติกส์ และล่าสุด บริษัท (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจการร่วมค้า) เป็นผู้ชนะประมูลโครงการใหม่ ถึง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง และโครงการพัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ท่านคิดว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไรกรณีที่วุฒิสภาเข้มกมธ.ของสว. ในแต่ละปีงบประมาณให้บินไปต่างประเทศกับกมธ.ได้เพียงคณะเดียวเท่านั้น
บทความถัดไป09.00 INDEX ศึกษาสถานะ พรรคมวลชน ของอนาคตใหม่ ผ่านมวลชน