หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกชนมองจุดจบ...

เอกชนมองจุดจบจีเอ็มเซ่นสงครามการค้า

18.02.20 | 19:33 น.

เอกชนมองจุดจบจีเอ็มเซ่นสงครามการค้า

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือ​ จีเอ็ม​ ประกาศยุติการจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลตในประเทศไทยภายในสิ้นปี 2563 ว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตกใจ เพราะเป็นที่รับรู้กันว่าบริษัทได้มีการปรับตัวต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้ที่ประกาศปรับลดพนักงานทั่วโลก หลังได้รับผลกระทบจากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากผลพวงของสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ

นอกจากนี้เมื่อปี 2560 จีเอ็มก็ได้ประกาศปิดกิจการที่ดำเนินงานอยู่ในประเทศออสเตรเลียลงแล้ว ถือเป็นแผนการดำเนินธุรกิจที่บริษัทต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามากระทบ ซึ่งไม่เพียงเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์เท่านั้น แต่อุตสาหกรรมอื่น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ก็ได้รับผลกระทบและต้องปรับตัวเช่นกัน

“มองเรื่องเชฟโรเลตไม่น่าเป็นห่วง เป็นเรื่องของการปรับแผนดำเนินธุรกิจแต่ละบริษัทที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วโลก ซึ่งหากถามว่ามีแนวโน้มที่ผู้ผลิตรถยนต์ค่ายอื่นจะปรับแผนดำเนินธุรกิจลักษณะนี้อีกหรือไม่ คงไม่สามารถตอบได้ เพราะเป็นเรื่องโครงสร้างภายใน แต่จากกรณีนี้พอจะบอกได้ว่าภาครัฐควรทบทวนว่าไทยเรายังมีเสน่ห์ให้คนเข้ามาลงทุนหรือไม่ อย่ามัวเล่นการเมืองจนทำให้เศรษฐกิจประเทศเสียหาย ต้องมีมาตรการและบริการที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันมากพอที่จะจูงใจให้แต่ละธุรกิจเข้ามาลงทุนและยังลงทุนอยู่ในไทย“นายสุรพงษ์ กล่าว

Advertisement

สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลต้องไม่ดำเนินนโยบายที่เป็นภาระต่อต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์และภาคอุตสาหกรรม เงินบาทต้องไม่แข็งค่ามากเกินไป ค่าจ้างแรงงานอยู่ในระดับที่เหมาะสม มีแผนบริหารจัดการน้ำในประเทศไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง รวมทั้งมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ใช้น้ำมันควบคู่กับนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะปัจจุบันทั่วโลกยังมีการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงประมาณ 90 ล้านคัน รถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 2 ล้านคนทั่วโลก ขณะที่ไทยมีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศล่าสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 อยู่ที่ 802 คัน

ทั้งนี้ เนื่องจากราคารถยนต์ไฟฟ้าของไทยยังมีราคาแพงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว 2-3 เท่าตัว โดยราคารถยนต์ไฟฟ้าของไทยอยู่ที่ประมาณ 2-3 ล้านบาท เทียบกับราคารถยนต์ในประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ที่คันละประมาณ 1 ล้านบาท ประกอบกับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในไทยที่ยังไม่ได้สูงมาก บริษัทผู้ผลิตจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าหากเข้ามาผลิตในไทยเพื่อจำหน่ายในประเทศนั้นจะคุ้มค่าในการลงทุนหรือไม่ และหากผลิตเพื่อส่งออกท่ามกลางปัญหาเงินบาทแข็งค่าก็จะยิ่งขาดทุน

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นทราบว่ามีบริษัทเกรท วอลล์ มอเตอร์ ของประเทศจีนเข้าซื้อกิจการของจีเอ็มในไทยแล้ว แสดงว่าจีนยังมองเห็นศักยภาพและโอกาสในการลงทุนในไทย ส่วนตัวจึงมองว่ายังมีความเป็นไปได้ที่ไทยจะสามารถผลิตรถยนต์ปี 2563 ได้ 2 ล้านคนตามเป้าหมายที่ส.อ.ท.วางไว้ เป็นการผลิตเพื่อส่งออก 1 ล้านคัน และเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 1 ล้านคัน หากเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ จะนับเป็นปีที่ 3 ที่ไทยสามารถผลิตรถยนต์ได้ 2 ล้านคันต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน