‘กุลิศ’ลั่นคุมต้นทุนค่าไฟเพิ่มเกือบ8สต./หน่วยจากโรงไฟฟ้าชุมชนได้

19.02.20 | 06:30 น.

ก.พลังงานลั่นคุมต้นทุนค่าไฟเพิ่มเกือบ8สต./หน่วยได้ เปิดแผนบูรณาการพลังงานลดโซลาร์เพิ่มพืชพลังงาน ก่อนชงกบง.-กพช.

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว(ทีไออีบี)ฉบับใหม่ ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์ เกท ว่า ผลการศึกษาจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2561-2580 หรือพีดีพี 2018 ฉบับปรับปรุง ยอมรับว่าการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชนเพิ่มขึ้น 0.0769 บาทต่อหน่วย จากช่วงการศึกษาค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5903 บาทต่อหน่วย มาอยู่ที่ 3.6672 บาทต่อหน่วยในช่วงปลายแผน แต่ยืนยันว่ารัฐจะบริหารจัดการได้ เพราะมีแผนนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) เพื่อผลิตไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันราคาแอลเอ็นจีปรับลดลง ถัวเฉลี่ยแล้วอนาคตต้นทุนอาจลดลง สามารถดูแลต้นทุนรวมค่าไฟฟ้าไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชนได้

นายกุลิศ กล่าวว่า การปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(เออีดีพี) ให้สอดคล้องกับแผนพีดีพี 2018 ตั้งเป้าหมายเพิ่มโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากในปี 2563-2567 จะมีพลังงานชีวมวล, ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย), ก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) และโซลาร์ ไฮบริด กำลังผลิตรวม 1,933 เมกกะวัตต์ พร้อมทั้งปรับลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพตามทิศทางการใช้พลังงานในอนาคต อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นส่งผลให้การใช้น้ำมันลดลง และการสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแล้วเสร็จ แต่ยังรักษาระดับเป้าหมายสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนต่อการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายไม่น้อยกว่า 30% ในปี 2580

“ได้ปรับสัดส่วนรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน(ใหม่) บางประเภทเชื้อเพลิง แต่ยังคงเป้าหมายรวมไว้เท่าเดิมคือ 18,696 เมกกะวัตต์ เป็นการปรับลดเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์) ประชาชนลงหลังไม่เป็นไปตามแผน และปรับเพิ่มเป้าหมายโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) 69 เมกกะวัตต์ ปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) ชะลอโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐภาคใต้ ปีละ 60 เมกกะวัตต์ จากปี 2564–2565 ไปเป็นปี 2565–2566 พร้อมเร่งรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลม จากเดิมปี 2577 มาเป็นปี 2565”นายกุลิศกล่าว

นายกุลิศ กล่าวว่า ส่วนการจัดหาก๊าซธรรมชาติ(ก๊าซแพลน) สำหรับโรงไฟฟ้าขนอม โรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี และโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพีดีพี 2018 มีความจำเป็นต้องจัดหาแอลเอ็นจีเพิ่มเติมให้เพียงพอกับความต้องการใช้ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป ตั้งเป้าหมายปี 2570 จัดหาคลังแอลเอ็นจี(แอลเอ็นจี เทอร์มอนอล) ในภาคใต้ 5 ล้านตันต่อปี และการจัดหาก๊าซธรรมชาติผ่านโครงข่ายท่อบนบกจะเพียงพอกับความต้องการใช้ถึงปี 2563 ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังการผลิต 1,000 เมกกะวัตต์ยังคงมีอยู่ในภาคใต้ตามแผนที่วางไว้ แต่จะต้องใช้เทคโนโลยีลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซจังหวัดสุราษฎร์ธานี รองรับความมั่นคงด้านพลังงานด้วย

Advertisement

“หลังจากนี้จะมีการนำแผนทีไออีบีฉบับใหม่ เสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณา ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อให้ความเห็นชอบภายในเดือนมีนาคมนี้”นายกุลิศกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน