หน้าแรก เศรษฐกิจ ส.อ.ท.แนะให้ร...

ส.อ.ท.แนะให้ราชการจัดสัมมนาตจว.วันธรรมดา แทนหยุดยาว ช่วยกระตุ้นศก.มากกว่า

19.02.20 | 07:40 น.

ส.อ.ท.แนะให้ราชการจัดสัมมนาตจว.วันธรรมดา แทนหยุดยาว ช่วยกระตุ้นศก.มากกว่า

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า กรณีข้อเสนอให้มีวันหยุดช่วงสงกรานต์ติดต่อกันนาน 9 วัน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศนั้น ในมุมของภาคเอกชนมองว่าอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร ภาครัฐควรศึกษาผลดี ผลเสีย และพฤติกรรมของประชาชนให้ลึกซึ้ง ช่วงนั้นปัญหาโรคระบาดหมดไปหรือยัง เพราะต้องไม่ลืมว่าตามปกติการวันหยุดยาวนานเช่นนั้นในช่วงสงกรานต์ กลุ่มคนจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ต้องการกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัว กลุ่มนี้เมื่อกลับบ้านแล้วก็ใช้ชีวิตตามปกติที่บ้าน อาจมีเลี้ยงสังสรรค์บ้าง แต่ก็ไม่ได้กระตุ้นการใช้จ่ายมากนัก

อีกกลุ่มคือผู้ที่ต้องการท่องเที่ยวพักผ่อน แต่กลุ่มนี้มีโอกาสอย่างสูงที่จะเลือกเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ เพราะระยะเวลาที่เอื้อในการเดินทาง บวกกับเมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายระหว่างการเที่ยวในประเทศกับต่างประเทศ บางประเทศราคาถูกกว่าไทยเมื่อรวมค่าเดินทาง ที่พัก อาหาร เพราะสายการบินก็ต้องการแข่งขัน ขณะที่ประเทศปลายทางทุกประเทศก็ต้องการดึงนักท่องเที่ยว ดังนั้นแนวทางนี้อาจได้ไม่คุ้มเสีย

นอกจากนี้ต้องดูสถิติย้อนหลังว่า เมื่อมีวันหยุดยาวแบบนี้ สามารถกระตุ้นการใช้จ่าย ตามสถานที่ท่องเที่ยว ตามห้างสรรพสินค้า ได้มากน้อยแค่ไหน ไม่เช่นนั้นวันหยุดยาวดังกล่าวไม่ได้ส่งผลให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้นก็ได้

สำหรับภาคอุตสาหกรรม การมีวันหยุดยาวเช่นนี้สร้างผลกระทบแน่นอน ในฐานะนายจ้าง การมีวันหยุดยาวมากขึ้น จากปกติก็มีอยู่แล้ว อาจกระทบต่อแผนการดำเนินงานของธุรกิจ ทำให้ธุรกิจเสียหาย เสียโอกาส ขณะที่นายจ้างไม่สามารถลดเงินเดือนลูกจ้างได้

Advertisement

ทั้งนี้ทางที่เหมาะสมที่สุด ควรใช้กลไกภาษีเข้ามากระตุ้น อาทิ การซื้อสินค้าตามวงเงินที่กำหนดแล้วได้การลดหย่อนภาษี ซึ่งที่ผ่านมาดำเนินการแล้วเห็นผลมากกว่าการเพิ่มวันหยุเ

หรือการกระตุ้นให้ภาคเอกชนจัดสัมมนา แล้วนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งส่วนนี้แม้ภาครัฐทำอยู่แต่มองว่ายังไม่มากพอ ควรกระตุ้นการจัดสัมมนาในหน่วยงานรัฐเอง ซึ่งมีกระจายทั่วประเทศ และให้จัดสัมมนาวันธรรมดา ที่จำนวนคนเที่ยวน้อย จุดนี้จะกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ได้มาก ได้ทั้งความรู้ และความผ่อนคล่าย ควรกำหนดเลยให้ทุกหน่วยงานออกไปจัดสัมมนาในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ กระจายให้ครบทุกจังหวัด แนวทางนี้จะกระตุ้นได้มากแน่นอน

สำหรับมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล มีความจำเป็น แต่ต้องได้ผลจริง เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ(จีดีพี) ในมุมของภาคเอกชนอย่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน3สถาบัน(กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ปรับลดอัตราการขยายตัวของอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ(จีดีพี) ลดลงอยู่ที่ 2.0-2.5% จากเดิม 2.5-3.0% เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และล่าสุดสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ก็เพิ่งปรับคาดการณ์จีดีพีรวมทั้งประเทศ เหลือ 1.5-2.5% จากเดิม 2.7-3.7%

แต่หากพิจารณาทั้งภูมิภาคก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะเศรษฐกิจชะลอตัวทั้งภูมิภาค ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยประเทศเดียว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลมากนัก ไม่ใช่วิกฤต ในทางกลับกันประเทศไทยก็ต้องหาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้จีดีพีกลับมาเติบโต เพียงแต่ต้องแนวทางที่เหมาะสม

สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ล่าสุดพบว่า ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่ชะลอ เพราะรายได้หลักของเอสเอ็มอีมาจากภาคการท่องเที่ยวและบริการ โดยเอสเอ็มอีสายป่านทางธุรกิจสั้นกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ดังนั้นในบทบาทของส.อ.ท.จะเข้าไปดูสถานการณ์ของเอสเอ็มอีในภาพรวมว่าเป็นอย่างไรบ้าง และจะกระตุ้นให้เข้ารับการช่วยเหลือจากภาครัฐที่มีมาตรการด้านสินเชื่อออกมา จะดูว่าเอสเอ็มอีเข้าถึงความช่วยเหลือได้มากน้อยเพียงใด ติดขัดเรื่องใดหรือไม่ หรือติดขัดจากกฎระเบียบของรัฐเอง เพื่อเป็นตัวกลางในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ฝ่าฟันช่วงเวลานี้ไปให้ได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน