หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘เซ็นทรัล รีเ...

‘เซ็นทรัล รีเทลฯ’ เดินหน้าซื้อขายใน ‘ตลท.’ วันแรก ราคาเท่าไอพีโอ ปัดตอบซื้อ ‘เทสโก้ โลตัส’ รอบ 2

20.02.20 | 15:43 น.

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) หรือ ซีอาร์ซี เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งถือเป็นหุ้นที่เสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) หรือหุ้นระดมทุนที่มีขนาดใหญ่สูงสดอันดับ 2 ของโลก โดยราคาเปิดอยู่ที่ 42.00 บาทเท่ากับราคาที่เปิดไอพีโอไป ซึ่งถือว่าราคาหุ้นที่เปิดซื้อขายในวันแรกนั้นน่าพอใจมาก แม้ว่าช่วงนี้ภาพรวมเศรษฐกิจจะยังไม่สดใสเท่าที่ควร แต่นักลงทุนยังคงตอบรับกับหุ้นของบริษัทฯในทิศทางที่ดี สะท้อนให้เห็นถึงธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯที่มีความมั่นคง โดยภาพรวมธุรกิจต่อจากนี้ จะมีการขยายธุรกิจเพื่อสร้างฐานให้แข็งแกร่งมากขึ้น รวมถึงพันธมิตรของบริษัทฯก็แข็งแกร่งตาม เพราะบริษัทฯมีฐานเงินระดมทุนเข้ามาเพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทฯได้ตั้งงบลงทุนรวมไว้ที่3-5 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายสาขาใหม่และปรับปรุงสาขาเดิมที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งยังแบ่งใช้เพื่อเป็นงบลงทุนในการพัฒนาและปรับปรุงระบบเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเงินลงทุนดังกล่าวยังไม่รวมกับการเข้าซื้อกิจการ ซึ่งแหล่งเงินทุนของบริษัทฯยังมีเพียงพอในการรองรับการขยายธุรกิจต่อไป ส่วนการเข้าร่วมประมูลซื้อกิจการค้าปลีกเทสโก้โลตัสในไทยและมาเลเซีย จากกลุ่มเทสโก้ในรอบ 2 นั้น ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้าร่วมประมูลซื้อดังกล่าวเพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่อยากตอกย้ำว่าตามแผนยุทธศาสตร์ในระยะยาว จะมีกิจการค้าปลีกเทสโก้โลตัสหรือไม่นั้น การประกอบธุรกิจและเป้าหมายของบริษัทฯก็ยังคงเติบโตได้ตามแผนในปี 2563

นายญนน์กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มการดำนินงานของบริษัทฯ จะสามารถเติบโตขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ประมาณ 10-12% ต่อปี จากการเน้นขยายการลงทุนใน 3 ประเทศที่บริษัทมีตลาดอยู่แล้ว ประกอบด้วย ไทย, เวียดนาม และอิตาลี ซึ่งแนวโน้มการเติบโตของ 3 ประเทศ ยังคงมีทิศทางที่ดีอยู่ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายจะขยายธุรกิจใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มแฟชั่น ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่างๆ อาทิ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน 2.กลุ่มฮาร์ดไลน์ ซึ่งจำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าตกแต่ง และปรับปรุงบ้านภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่างๆ อาทิ ไทวัสดุ และพาวเวอร์บาย และ 3.กลุ่มอาหาร ซึ่งจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าที่จำหน่ายทั่วไปในร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่างๆ อาทิท็อปส์ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และบิ๊กซี เวียดนาม

บริษัทมีความมั่นใจในพื้นฐานของธุรกิจ ที่มีความแข็งแกร่ง และค่อนข้างหลากหลาย ครอบคลุมทั้งในส่วนออฟไลน์และออนไลน์ โดยปกติแล้วบริษัทฯมักจะตั้งเป้าการเติบโตของธุรกิจในประเทศแต่ละปีให้มากกว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ประมาณ 1.5 – 2 เท่า ส่วนรายได้รวมคาดว่าจะเติบโตได้ในระดับปกติซึ่งเติบโตเฉลี่ย 10-12% ต่อปีนายญนน์กล่าว

นายญนน์กล่าวว่า ในส่วนของการใช้จ่ายที่ชะลอตัวตั้งแต่ในช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ได้เริ่มฟื้นตัวกลับมารุนแรงอีกครั้ง ซึ่งบริษัทฯไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่มีลูกค้าจากกลุ่มนักท่องเที่ยวประมาณ 5-6% ซึ่งมั่นใจว่าภายใต้แพลตฟอร์มที่ใช้สำหรับสั่งสินค้าออนไลน์ของบริษัทฯ จะมีส่วนในการเสริมความแข็งแกร่งมากขึ้นได้ โดยได้รับความนิยมจากลูกค้าในช่วงนี้จำนวนมาก โดยเฉพาะลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ ยังมีบริการแกรบ เอ็กซ์เพลส ที่ช่วยส่งของให้ลูกค้าได้รวดเร็วและสะดวกมากขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะสามารถช่วยผลักดันให้บริษัทเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอนาคตได้

นายอนุวัฒน์ ร่วมสุข กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายตลาดทุน สายงานวานิชธนกิจ และตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ภัทร กล่าวว่า กรณีที่ในช่วงเช้าวันซท้อขายแรกของหุ้นซีอาร์ซี ราคาของหุ้นปรับตัวลดลงต่ำกว่าราคาจองที่ 42 บาทต่อหุ้น มองว่าสาเหตุมาจากตลาดหุ้นโดยรวม ซึ่งไม่เกี่ยวกับพื้นฐานของบริษัท ส่วนเรื่องการใช้กรีนชู (Greenshoe) จะต้องรอดูในช่วงของการซื้อขายช่วงก่อนปิดตลาดว่า ราคาหุ้นจะไปในทิศทางใด โดยมองว่าเซ็นทรัลฯ มีจุดแข็งในตลาดที่แข็งแกร่ง และได้เปรียบ คือ การเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ ซึ่งมีช่องทางจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงมีการกระจายการลงทุนในไทย , เวียดนาม และอิตาลี ซึ่งมีกลุ่มทั้งธุรกิจกลุ่มแฟชั่น กลุ่มจำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าตกแต่ง รวมถึงกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

Advertisement

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน