หน้าแรก เศรษฐกิจ หุ้นไทยดิ่งหล...

หุ้นไทยดิ่งหลุด 1,500 จุด อีกรอบภายในเดือนเดียว ปิดลบ 14.30 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,491.24 จุด

20.02.20 | 17:25 น.

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ1,505.54 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,493.58 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,491.24 จุด ปรับลดลง 14.30 จุดหรือ 0.95% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,504.95 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,484.51 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่75,546.15 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 2,717.40 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 3,498.15ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 2,396.77 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ1,616.20 ล้านบาท

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยไม่ค่อยดีเท่าที่ควร สาเหตุหลักมาจากหุ้นใหญ่ 2 ตัว ได้แก่ เอโอที (AOT) ที่ได้เห็นชอบในมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการภายในท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการภายในท่าอากาศยานของ ทอท. เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการลดลงของผู้โดยสาร ที่เกิดจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ซึ่งเป็นมาตรการปรับลดค่าตอบแทนด้านกิจการเชิงพาณิชย์ภายในท่าอากาศยาน ทำให้นักลงทุนที่คาดการณ์ว่าหุ้นเอโอทีจะโตได้ดี เกิดความกังวลว่าจะไม่โตเท่าที่ควร จึงเกิดแรงเทขายออกมา

นายณัฐพลกล่าวว่า ในส่วนของหุ้นเอสซีบี ได้รับแรงกดดันจากการจ่ายปันผล ที่มีมติจ่ายเงินปันผลผู้ถือหุ้นในอัตรา5.50 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้จ่ายไปแล้ว 1.5 บาท จึงเหลือที่ต้องจ่ายอีก4 บาทต่อหุ้น ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นการจ่ายปันผลในอัตราที่น้อยกว่าที่ควร เพราะเอสซีบีเมีเงินสดในมือค่อนข้างมากทำให้ภาพรวมหุ้นกลุ่มโดเมตติกเพย์ หรือหุ้นที่ได้รับอานิสงค์เชิงบวกจากภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ หรือมาตรการต่างๆ ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ในขณะที่หุ้นที่ปรับดีขึ้นนำตลาด กลับเป็นหุ้นกลุ่มโกลบอลเพย์ หรือหุ้นที่ได้รับอานิสงค์เชิงบวกจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งสาเหตุมาจากความกังวลของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา ทำให้กระทบกับภาคการท่องเที่ยว และการใช้จ่ายในประเทศจริงๆ หุ้นโดเมตติกเพย์ จึงไม่ได้รับความน่าสนใจเท่าที่ควร

ขณะนี้ตลาดหุ้นจีนเด้งกลับขึ้นไปที่เดิม และดีกว่าเดิมในช่วงก่อนที่จะเกิดการระบาดของไวรัสด้วย แต่แรงเสียดทานจากปัจจัยเสี่ยงเฉพาะในประเทศไทย อาทิ งบประมาณปี 2563 ที่กว่าจะใช้ได้จริงก็อีกสักพัก และการเข้ามาของหุ้นระดมทุนใหม่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) หรือ ซีอาร์ซี ที่มีขนาดใหญ่ และเข้ามาเบียดหุ้นเดิมตกอันดับไป รวมถึงหุ้นกลุ่มใหญ่ อาทิ ขนส่ง ค้าปลีก แบงก์ โดนแรงขาย จึงปรับตัวลดลงไป โดยกลุ่มแบงก์ในภาพรวมอิงกับภาวะเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจดูยังไม่ดีเท่าที่ควร จึงทำให้เห็นแรงขายออกมาค่อนข้างมาก เพราะแบงก์มีความอ่อนไหวกับภาวะเศรษฐกิจมากอยู่แล้ว แม้จะได้หุ้นกลุ่มโกลบอลเพย์เข้ามาช่วย แต่ไม่มากนัก ทำให้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยขณะนี้ไม่ได้ดีเท่าที่ควรนายณัฐพลกล่าว

นายณัฐพลกล่าวว่า การลงทุนในหุ้นและได้ผลตอบแทนมากกว่าตราสารหนี้นั้น อัตราการให้ผลตอบแทนขึ้นไปถึง5.5% จึงไม่เชื่อว่าดัชนีหุ้นจะลงไปถึง 1,400 จุด เพราะเชื่อว่าจะมีแรงเด้งกลับเข้ามาได้ โดยกลยุทธ์ที่แนะนำในช่วงนี้คือ เน้นซื้อขายก่อน เพราะลงทุนในระยะยาวอาจจะไม่ใช้จังหวะที่ดี โดยสามารถเข้าซื้อขายได้อีกครั้งหลักๆ ในช่วงที่ดัชนีหุ้นปรับลงแรงๆ ซึ่งมีโอกาสได้เห็นลงไปแตะระดับ 1,450 จุด เพราะอาจมีแรงกดดันเข้ามาเพิ่มขึ่นในช่วงการประกาศงบการเงินไตรมาส 1 ปี 2563 ที่น่าจะออกมาไม่สดใสมากนัก โดยให้แนวรับที่ระดับ 1,485-1,490 จุด แนวต้านที่ระดับ 1,500-1,505 จุด พร้อมทั้งแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นรายตัว อาทิ ปตทสผ. ท็อป จีพีเอสซี ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามคือ ตัวเลขการส่งออกของไทยในช่วงสัปดาห์ถัดไป การเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจของ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะยุบพรรคอนาคตใหม่หรือไม่อย่างไร

Advertisement

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน