หน้าแรก เศรษฐกิจ ใช้สิทธิเอฟที...

ใช้สิทธิเอฟทีเอ-จีเอสพีรูดตามส่งออกรวม พณ.เร่งช่วยเหลือเอสเอ็มอีหลังสหรัฐตัดจีเอสพี

21.02.20 | 15:56 น.

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์สำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ) และภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (จีเอสพี)ปี 2562 มีมูลค่ารวม 70,815.32 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 75.31% และการใช้สิทธิลดลง 4.45% แบ่งเป็น 1.การใช้สิทธิภายใต้เอฟทีเอมูลค่า 65,560.79 ล้านเหรียญสหรัฐ สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกปี 2562 ลดลง1.3 % โดยตลาดใช้สิทธิลดลง อาทิ อาเซียนลด 8.69% ออสเตรเลียลด15.07% ชิลีลด 28.74 % อินเดียลด 4.38% ญี่ปุ่นลด 1.45 % เกาหลีลด 6.69% ส่วนจีนโต2.20% นิวซีแลนด์โต 0.69% และ เปรูโต 32.00% ส่วน 5 ตลาดที่มีมูลค่าสูงสุด คือ อาเซียน ตามด้วย จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินเดีย

นายกีรติ กล่าวว่า 2.การใช้สิทธิภายใต้จีเอสพี มีมูลค่า 5,254.52 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 16.48% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 63.05% ตลาดที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์มากสุดคือ สหรัฐ เพิ่มขึ้น10.20% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 67 % อันดับสองคือ สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและเครือรัฐ นอร์เวย์ ตามลำดับ โดยการใช้สิทธิจีเอสพีจากสหรัฐมากขึ้น ขยายตัว 10.20% จากปี 2561 ขณะที่ปีนี้สหรัฐระงับสิทธิจีเอสพีสินค้าไทยบางรายการ กรมจึงแนะนำหาตลาดใหม่หรือเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม อาทิ อเมริกาเหนือ เอเชียใต้ เป็นต้น เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากถูกระงับสิทธิ GSP พร้อมกับหาตลาดรองที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบจากการตัดสิทธิจีเอสพี อาทิ สินค้าเครื่องจักรกล/อุปกรณ์ไฟฟ้า (ญี่ปุ่น อินเดีย อินโดนีเซีย) ยานยนต์/เรือยนต์/ส่วนประกอบ (แอฟริกาใต้ ปากีสถาน อินโดนีเซีย) เป็นต้น

นายกีรติ กล่าวว่า กรมได้รับหนังสือตอบกลับจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กรณีที่ให้ช่วยสอบถามสมาชิกว่ามีสินค้ากลุ่มไหนบ้างที่จะได้รับผลกระทบจากกรณีที่สหรัฐฯ จะตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สินค้าไทยในเดือนเมษายนนี้ โดยได้รับแจ้งว่ามีผู้ประกอบการประมาณ 30 ราย จาก 50 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่ผลิตสินค้าส่งออกในกลุ่มยางพารา เหล็ก เซรามิก เฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารปรุงแต่ง ของเล่นและอุปกรณ์กีฬา เป็นต้น ที่จะได้รับผลกระทบ และต้องการให้ช่วยเหลือ ซึ่งกรมเตรียมมาตรการช่วยเหลือไว้แล้ว ทั้งมาตรการด้านการเงิน การตลาด การอำนวยความสะดวกทางการค้า

นายกีรติ กล่าวว่า มาตรการที่จะนำมาใช้ช่วยเหลือ กรมร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในการดำเนินการ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากถูกระงับสิทธิจีเอสพี โดยการแสวงหาตลาดที่มีศักยภาพใหม่ๆ หรือเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ อเมริกาเหนือ มีการขยายตัวในสินค้าอาหารสำเร็จรูปประเภทวีแกน เอเชียใต้ เน้นอินเดียมีแนวโน้มการขยายตัวของอาหารสำเร็จรูป เป็นต้น และยังมีตลาดรองที่น่าสนใจ ที่จะผลักดันการส่งออกให้เพิ่มขึ้นได้ เช่น กลุ่มสินค้าเครื่องจักรกล อุปกรณ์ไฟฟ้า ไปตลาดญี่ปุ่น อินเดีย อินโดนีเซีย กลุ่มยานยนต์ เรือยนต์ ส่วนประกอบ ไปตลาดแอฟริกาใต้ ปากีสถาน อินโดนีเซีย กลุ่มเครื่องเดินทาง ไปตลาดสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) เป็นต้น

“เตรียมนำผู้ประกอบการ50 ราย ทั้งไม่ได้รับผลกระทบและได้รับผลกระทบ ร่วมงานเสวนา “ตัดสิทธิ GSP : SMEs รับมืออย่างไร” วันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ ที่อิมแพค เมืองทองธานี เพื่อไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจากภาคส่วนต่างๆ ที่จะมาให้ข้อมูลถึงสถานการณ์การตัดสิทธิจีเอสพีของสหรัฐฯ ผลกระทบอาจเกิดขึ้น รวมถึงโอกาสและทางเลือกในการหาตลาดใหม่และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ด้านการเงินและการลงทุน พร้อมให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันวันที่ 27 กุมภาพันธ์ จะนำผู้ประกอบการทั้ง 50 ราย ไปพบปะกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ เพื่อหาตลาดใหม่มาช่วยรองรับการส่งออก

Advertisement