หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘วีรวัฒน์ องค...

‘วีรวัฒน์ องค์วาสิฏฐ์’ ทำธุรกิจจาก‘Passion’ นิยาม‘วีรันดากรุ๊ป’ธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์ แตกไลน์รีสอร์ตสู่ร้านขนมหวาน

23.02.20 | 13:00 น.

ชั่วโมงนี้ ใครไม่รู้จัก หรือยังไม่เคยลิ้มลอง Gram Pancakes (แกรม แพนเค้ก) แพนเค้กดังจากญี่ปุ่น ถือว่า “เอาต์”

แพนเค้กเนื้อนุ่ม ละลายในปาก ที่ไม่ต้องบินไปลิ้มลองถึงโอซาก้า เพราะเปิดจำหน่ายในไทย..มาสักระยะ เกือบๆ 2 ปี ปัจจุบันผู้บริหารแบรนด์คือ คุณบุ๊ค-วีรวัฒน์ องค์วาสิฏฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สไตล์รีสอร์ตและเรสซิเดนท์ ที่ขยายไลน์ธุรกิจสู่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

“Deal นี้เกิดขึ้นมาประมาณ 4-5 เดือนที่แล้ว โดยเราเลือกทำในสิ่งที่ถนัด complement (เติมเต็ม) ในสิ่งที่เราทำอยู่ ใน concept แรก เริ่มจากรีสอร์ต ขยายไปตามจังหวัดต่างๆ แล้ว link (เชื่อมโยง) ไปทำเรสซิเดนท์ เป็นการใช้ capacity (ความสามารถ) ที่เสริมกัน จนมาวันหนึ่งก็มาทำ food ซึ่งมาจากสไตล์ของลูกค้าวีรันดา จะเป็นกลุ่มชอบดีไซน์ ชอบถ่ายรูป ชอบแชร์ ชอบโซเชียลมีเดีย จึงมีแนวคิดว่าทำไมไม่ทำร้านอาหารที่สนองความต้องการของลูกค้า”

 

Advertisement

คุณบุ๊คเล่าที่มาของการเปิดร้านแกรม แพนเค้ก ไทยแลนด์ ซึ่งไม่ใช่ธุรกิจร้านอาหารแรกที่วีรันดาทำ

ร้าน Skoop beach cafe’ ติดชายทะเลพัทยาและหัวหิน อยู่ข้างๆ โครงการรีสอร์ตของวีรันดา คือธุรกิจแรกด้านอาหารและเครื่องดื่มที่คุณบุ๊คทดลองแตกไลน์ เพื่อเอาใจลูกค้าของวีรันดาและรวมถึงบุคคลทั่วไปที่ชอบการแชะและแชร์ ตามมาด้วย ร้านกาแฟ “KOF” ที่โซ โซฟิเทล และสาขาทองหล่อ เป็นการขยับธุรกิจเข้าสู่การทำร้าน Dessert Cafe ที่กำลังเป็นที่นิยม

“ก่อนจะตัดสินใจเลือก แกรม แพนเค้ก มีแนวคิดว่าจะพัฒนาแบรนด์เองดีหรือไม่ หรือจะหาซื้อแบรนด์ที่เข้ากับ DNA ของเราได้ เข้ากับตลาดได้ก็มาตกผลึกและเกิด Deal แกรม แพนเค้ก ไทยแลนด์ โดยการซื้อต่อจากเจ้าของเดิมที่เป็นคนไทยนำเข้าแบรนด์มาทำตลาดก่อน เรามาขยายสาขาเพิ่ม เพราะเห็นถึงศักยภาพของแบรนด์ตั้งแต่อยู่ที่โอซาก้าและคิดว่าสินค้าของแกรมฯจะเสิร์ฟลูกค้ากลุ่มคนไทยได้ดี อีกทั้งมองว่าเมืองไทยและเอเชียมี Culture (วัฒนธรรม) การทานขนมหวานไม่เหมือนฝรั่ง การดื่มกาแฟ ขนม จะรวมอยู่ในมื้อเลย แต่คนเอเชีย-คนไทย เมื่อทานอาหารหลักเสร็จ ต้องหาร้านขนมทานต่อ”

 

ซึ่งการซื้อแบรนด์มาทำต่อ ทำให้เกิดความคิดใหม่แก่คุณบุ๊ค เพราะไม่เพียงซื้อธุรกิจเท่านั้น แต่ได้ซื้อคนด้วย! “เป็นอะไรที่เห็น Value (มูลค่า) มากกว่าที่คิดไว้ เกิดการ Create สินค้า เช่น ร่วมกับเชฟญี่ปุ่นพัฒนาให้ แกรม แพนเค้ก สามารถซื้อกลับบ้าน หรือ Pancake to Go ที่ต่อไปทางร้านสามารถเปิดบริการดิลิเวอรี่ได้ จากเดิมเป็นร้านสไตล์ Warm ต้องทานที่ร้านแบบสดๆ ก็พัฒนาให้สินค้าสามารถแช่ตู้เย็นเพื่อทานได้หลายวัน แต่ยังคงรสชาติเหมือนทานสดๆ ที่ร้าน นอกจากนี้ ยังคิดค้นเมนูใหม่ๆ ที่ผสมผสานของไทย เช่น รสฝอยทอง, ไมโล และล่าสุด รสโอริโอ ซึ่งถูกปากลูกค้าคนไทย เป็นการแก้ Pain Point ของลูกค้า ซึ่งต่อไปจะรวมถึงเรื่องค่าจัดส่งที่จะทำให้ถูกลงเหลือเพียง 10 บาท โดยเรายอมจ่ายเปอร์เซ็นต์ค่าจัดส่งให้กับผู้ให้บริการ เช่น แกร็บ, ฟู้ด แพนด้า แทนลูกค้า เพราะเชื่อว่าเราจะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น เพิ่มยอดขายขึ้นอีกมากในอนาคต”

หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นการทำธุรกิจต่อยอดจากธุรกิจดั้งเดิม รีสอร์ตและเรสซิเดนท์ แต่คุณบุ๊คไม่คิดเช่นนั้น วิธีบริหารไม่เหมือนกันและแยกหน่วยชัดเจน เพราะโรงแรมจะเป็นสไตล์หนึ่ง เน้นดีไซน์ที่เป็นความพึงพอใจของลูกค้า แต่ธุรกิจอาหารเน้นเรื่อง cost (ต้นทุน) ด้วย เพราะเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ High Margin (อัตรากำไรสูง) เท่าโรงแรม แต่ธุรกิจ 2 ตัวนี้มีสิ่งที่เหมือนกันคือ “กลุ่มลูกค้า” ที่เหมือนกัน “เป็นกลุ่มมีระดับขึ้นมา ชอบเท่ ชอบความสมัยใหม่ ชอบโซเชียล ซึ่งเราเข้าใจลูกค้ากลุ่มนี้ เพราะงั้นโปรดักส์ที่ออกมาต้องเป็นโปรดักส์ที่เน้นถ่ายรูปสวย นอกจากอร่อยแล้ว จะ link วิธีนี้ไปเรื่อยๆ เพราะเราเห็นความต้องการของลูกค้าอยู่แล้ว เราเพียงเข้าไปจับและ Blow ให้กว้างขึ้น”

ในวันที่สัมภาษณ์คุณบุ๊ค ได้ถามถึงธุรกิจคุณบุ๊คที่ทำอยู่จากนักพัฒนาที่ดิน มาสู่ธุรกิจอาหาร จะนิยามตัวเองใหม่ว่ายังไง

คุณบุ๊คหยุดคิดแล้วยิ้มและหัวเราะ ก่อนตอบว่า “เรามองว่าเป็นไลฟ์สไตล์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะจัดหมวดหมู่บริษัทจดทะเบียน โดยจะแยกธุรกิจอสังหาฯ และโรงแรม ดังนั้น ผมมองว่าเราเป็น “ธุรกิจบริการไลฟ์สไตล์” ตั้งแต่ต้นที่ทำโรงแรมมา ไม่เหมือนอสังหาฯเป็นโปรดักส์ขายแล้วหายไป ส่วนที่ทำเรสซิเดนท์เพราะเรามีดีมานด์อยู่ และใช้ประโยชน์จากสิ่งที่อยู่ได้ พอวันนี้ เมื่อไลฟ์สไตล์เปลี่ยน มีเทรนด์ใหม่ๆ และมีจังหวะดีที่ได้ Friendly Deal (ข้อตกลงซื้อแกรม แพนเค้ก) เป็นจังหวะได้ขยายต่อยอด ซึ่งผมมี Step ต่อไป และมองไว้แล้วว่าอาจถึงขึ้นดึงแบรนด์ญี่ปุ่นแบรนด์อื่นๆ มาเพิ่ม เพราะเห็นถึงอนาคตของธุรกิจ จะเป็นรายได้สม่ำเสมอๆ ได้”

แม้ว่าปัจจุบัน ธุรกิจอาหารเมื่อรวมทั้งหมด ซึ่งรวมถึงแบรนด์ Pablo (พาโบว) ชีสทาร์ต ยังมีสัดส่วนไม่มาก ประมาณ 10% แต่เห็นถึงศักยภาพที่จะขยายตัวได้มากขึ้น จากการ
ดิสรัปชั่นดิลิเวอรี่ที่คุณบุ๊คบอกไว้ว่ากำลังจะดำเนินการ เพื่อแก้ pain point ของลูกค้า

ถามถึงโอกาสแตกไลน์จากร้านขนมหวานไปสู่ร้านอาหารที่มีอาหารคาวด้วย คุณบุ๊คบอกว่า ไม่ปิดกั้น แต่ยังคง concept การเป็น “Lifestyle” ที่ถือเป็น DNA ของวีรันดาที่ต้องมีเรื่องดีไซน์

เมื่อถามย้ำว่า ธุรกิจที่ทำสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าอย่างเดียว หรือมี Passion ของคุณบุ๊คด้วย ได้คำตอบที่บอกตัวตนคุณบุ๊คว่า “ผมว่าผมเป็นสไตล์ Entrepreneur (อองเทรอเพรอเนอ) หรือผู้ประกอบการ) ผมมาจากครอบครัวนักธุรกิจมาก่อน สมัยพ่อทำธุรกิจก่อสร้าง ผมก็เลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่สุดท้ายเรียนคณะบริหารธุรกิจ เพราะมองว่ากว้างกว่า เมื่อเราตัดสินใจเลือก Focus ในสิ่งที่เรามี Passion มากกว่าคือเรื่อง ดีไซน์ เรื่องโรงแรม เรื่องการบริการ ที่ตอบโจทย์ Drive (ผลักดัน) เราได้มากกว่า”

คุณบุ๊คมีความชัดเจนในสิ่งที่ทำ เมื่อค้นพบความต้องการและความถนัดของตัวเอง ในวันที่ต้องมาสานต่อธุรกิจจากพ่อ จึงนั่งคุยร่วมกันระหว่างญาติพี่น้อง และได้ข้อสรุปจะไม่ทำธุรกิจก่อสร้างของทางบ้านต่อ ด้วยปัจจัยตอนนั้นไม่เหมือนเดิม ทั้งทีมทำงานสมัยพ่อไม่อยู่แล้ว และธุรกิจไม่ได้สร้างกำไรเหมือนเคย ถือเป็นจังหวะต้องเปลี่ยนแปลง “ถ้าสิ่งที่เคยทำอยู่ ไม่ได้ Focus มากเหมือนเดิม สู้ย้าย Resource (ทรัพยากร) ซึ่งของผมไม่ใช่เรื่องเงิน แต่หมายถึง Time ไปสู่จุดที่เราสนใจ มี Multiplier (เพิ่มทวีคูณ) สูงๆ ดีกว่า”

ถามคุณบุ๊คว่ารู้สึกตัวตอนไหนว่าชอบเรื่องไลฟ์สไตล์ คุณบุ๊คบอกว่า ตอบไม่ได้เหมือนกัน เพียงแต่เป็นจังหวะ ช่วงเริ่ม รีสอร์ตสไตล์ดีไซน์ Hip Hotel เป็นจังหวะนั้น ขณะที่เรามี Background จากที่พ่อเคยให้ทำโรงแรม 3 ดาว เลยเริ่มจากสิ่งที่รู้และถนัด แต่ตอนนี้เรารู้จักลูกค้า รู้ไลฟ์สไตล์ และเรามีกำลังทุนแข็งแกร่งขึ้น ทำให้การคิดลงทุนทำธุรกิจจะง่ายขึ้น จากสมัยก่อนจะคิดเยอะ กว่าจะเปิดใหม่ 1 โรงแรม ใช้เวลา 3-4 ปี แต่สมัยนี้จะมองว่าธุรกิจใหม่จะเพิ่มพอร์ตให้โตได้ยังไงมากกว่า อย่างไรก็ตาม ยังโฟกัสที่ธุรกิจรีสอร์ต ถือเป็น Core (แกนหลัก) สัดส่วน 90% ของรายได้รวม ปีนี้จึงยังโฟกัสที่ธุรกิจหลัก จะลงทุนโรงแรม และรีสอร์ต 1-2 แห่ง อาจจะเป็นที่จังหวัดภูเก็ต 1 แห่ง

 

วกกลับมาถามเรื่องธุรกิจอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ คุณบุ๊คมีส่วนลงมือเข้าครัวทำเองหรือไม่ คุณบุ๊คหัวเราะอารมณ์ดี ตอบว่า ชิมอย่างเดียว “ผมชอบชิม แค่หาประสบการณ์มากกว่า ไม่ถนัดเข้าครัว เป็น Skill ของแต่ละคน คนที่เก่งต้องมี Partner ทำด้านอื่นเก่งด้วย ซึ่งการทำร้านของหวานในไทยใช่ว่าจะไปได้หมด การเปิดร้านง่าย แต่จะทำให้ร้านติดตลาดมันไม่ง่าย Branding สำหรับคนไทย ถือว่าสำคัญ”

คุณบุ๊คยังบอกถึงแผนทำธุรกิจในอนาคตว่า คนรุ่นใหม่ไม่คิดมาก การตั้งเป้า 3 ปีสำหรับสมัยนี้ถือว่ายาวไปแล้ว สำคัญคือปีปัจจุบันมากกว่า สำหรับแกรม แพนเค้น มีเป้าหมายไปต่างประเทศใกล้ๆ ไทย ซึ่งเริ่มคุยกับพาร์ทเนอร์ที่มีศักยภาพแล้วในประเทศที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น และยังมีการนำของในร้านต่างๆ มา Cross ขาย เช่น นำสินค้าร้าน พาโบว อาทิ ชีสทาร์ต, คุกกี้ ไปขายร้าน KOF เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น และจะพัฒนา “ครัวกลาง” จากเดิมมีอยู่แล้ว กำลังขยายเพิ่มอีกจุดให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของสาขาร้านที่มากขึ้น โดยปีนี้จะ Launch สินค้าใหม่เพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้าที่ดิลิเวอรี่ได้

ถามคำถามสุดท้าย มองไกลถึงการเป็นครัวไทยสู่ครัวโลกหรือไม่ คุณบุ๊คหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ผมไม่ได้มองไกล เรามองครัวเรา เป็นครัวเราก่อนครับ”

เกษมณี นันทรัตนพงศ์