นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธี วันคล้ายวันสถาปนากรมศุลกากร ครบรอบ 142 ปี เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 ว่า ในปีนี้กรมได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างภาษีระยะที่ 2 จำนวน 1,100 รายการ มีผลบังคับใช้ 24 พฤษภาคม 2559 คาดว่าทำให้ภาษีที่จะจัดเก็บได้ลดลง 3,800 ล้านบาท และความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITA) มีรายการสินค้าในพิกัดศุลกากรระดับ 8 หลัก จำนวน 524 รายการ มีผล 1 กรกฎาคม 2559 คาดว่าจะกระทบการจัดเก็บภาษีลดลง 4,800 ล้านบาทต่อปี โดยคาดว่าปรับลดภาษีตามข้อตกลงการค้าต่างๆ จะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้กรมปีนี้เหลือเพียง 1.14 แสนล้านบาท ลดลดจากเดิมที่คาดว่าเก็บได้ 1.2 แสนล้านบาท หรือลดลงประมาณ 6,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อดูแลการจัดเก็บรายได้ของกรม คือจัดทำมาตรฐานราคานำเข้าสินค้าที่มีมูลค่านำเข้าสูงๆ อาทิ สินค้าแฟชั่น เกษตร รถยนต์ จักรยานยนต์ ไวน์ จำนวน 144 รายการ ใส่ไว้ในแอพพลิเคชั่น ให้เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรทั่วประเทศสามารถใช้ราคาดังกล่าวทดสอบราคาสำแดงนำเข้าว่า มีการสำแดงต่ำไปหรือไม่ คาดว่าเริ่มในเดือนกรกฎาคมนี้
นอกจากนี้ เข้าไปจัดระเบียบตัวแทนนำเข้า-ส่งออก(ชิปปิ้ง) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน กรมกำลังออกกฎเพื่อควบคุมชิปปิ้ง หากไม่ดำเนินการตามเงื่อนไข อาจจะต้องถูกขึ้นบัญชีดำ และกรมงดทำพิธีการกับชิปปิ้งที่ถูกขึ้นบัญชีดำด้วย ปัจจุบันมีชิปปิ้งในไทยกว่า 12,000 ราย แต่ขึ้นทะเบียนกับสมาคมชิปปิ้งเพียง 3,000 ราย ถือว่าน้อยมาก บางรายที่กระทำผิด ใช้วิธีปิดบริษัท แล้วมาเปิดใหม่ ดังนั้นต่อไปหากชิปปิ้งรายใดกระทำผิดระเบียบต้องถูกดำเนินการจากกรมศุลกากร
นายกุลิศ กล่าวต่อว่า พร้อมกันนี้กรมศุลกากร อยู่หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงการเตรียมพร้อมร่วมดำเนินการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี) จะต้องมีการจัดตั้งเขตปลอดอากรเพิ่มเติม ตามพื้นที่นิคมที่จะสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ขณะนี้กำลังดูในเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จะให้กับผู้ประกอบการ และต้องดำเนินการเพื่อไม่ให้พิธีการต่างๆ ของกรมศุลกากรเป็นอุปสรรคในการลงทุนของภาคเอกชน

