แหล่งข่าวจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีมติ ระงับใช้ใบอนุญาตของสถานีโทรทัศน์พีซทีวี เป็นเวลา 30 วัน ส่งผลให้ พีซทีวี ต้องยุติการออกอากาศ เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม – 10 สิงหาคม 2559 เนื่องจากพีซทีวี มีการออกอากาศเนื้อหารายการที่ขัดต่อประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ฉบับที่ 97/2557 และ ฉบับที่103/2557 ที่ว่าด้วยการห้ามออกอากาศโทรทัศน์ที่มีเนื้อหา ยุยง ปลุกปั่น หรือสร้างความแตกแยกในสังคม
“แม้ก่อนหน้านี้ศาลปกครองการมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้พีซทีวีสามารถออกอากาศได้ และคดีความที่ กสทช. เพิกถอนใบอนุญาตของพีซทีวีครั้งก่อน ยังคงอยู่ในช่วงการไต่สวนของศาลปกครองสูงสุด แต่การสั่งระงับใบอนุญาตครั้งนี้ ถือเป็นคำสั่งใหม่ เป็นคนละประเด็นกับที่นำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาตครั้งก่อน คำสั่งบอร์ดกสท.ครั้งนี้ จึงมีผลทางปกครองได้ โดยในกรณีดังกล่าวหากพีซทีวี ไม่เห็นด้วย สามารถใช้สิทธิ์ในการฟ้องร้องต่อศาลได้เช่นกัน”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าของวันที่ 4 กรกฎาคม ก่อนประชุมบอร์ดกสท. นายอนันต์ศักดิ์ คำเก่า กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัท พีซ เทเลวิชั่น จำกัด หรือ พีซทีวี ร่วมด้วย นพ.เหวง โตจิราการ และผู้ดำเนินรายการทั้ง 3 รายการ ได้แก่ รายการเข้าใจตรงกันนะ รายการเข้มข่าวดึกและรายการ ห้องข่าวเล่าเรื่อง เดินทางมาที่กสทช. เพื่อยื่นหนังสือขอคัดค้านการพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการของสถานีพีซทีวี โดยเป็นการยื่นให้ทบทวนมติเป็นครั้งที่ 2 โดยหนังสือระบุว่า รายการที่คณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการนำมา กล่าวอ้างทั้งหมดนั้น ไม่ได้มีเนื้อหาตามดุลพินิจว่าฝ่าฝืนกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการรายงานข่าวตามหน้าที่ของสื่อสารมวลชนตามปกติ และการอ้างให้ใช้อำนาจพิเศษตามประกาศคสช.ฉบับดังกล่าวนั้น ไม่มีข้อใดกำหนดให้ลงโทษการกระทำที่ฝ่าฝืนถึงขั้นต้องลงโทษเพิกถอนใบอนุญาตการออกอากาศแต่ประการใด
นพ.เหวง กล่าวว่า การมายื่นหนังสือครั้งนี้ เพื่อย้ำเตือนให้ กสท.ทบทวนมติที่ต้องการเอาผิดพีซทีวี เนื่องจากเหตุผลที่กรรมการชี้เอาผิดนั้น ไม่เป็นธรรม สถานีได้รับการคุ้มครองจากคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น ตั้งแต่ 16 กรกฎาคม 2558 และเรื่องราวยังอยู่ในกระบวนการของศาล ยังไม่มีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดออกมา ดังนั้นกสท.จึงไม่มีอำนาจสั่งปิดสถานี หากยังทำแบบนี้ถือเป็นการละเมิดต่ออำนาจศาลปกครอง อยากขอให้ทางศาลเรียกกสท.ไปชี้แจงว่าทำได้อย่างไร รวมทั้งกรณีของพีซทีวี คล้ายกับกรณีของเอเอสทีวี ที่ถูกกรมประชาสัมพันธ์สั่งปิดในปี 2549 ซึ่งในตอนนั้นศาลปกครองก็คุ้มครองชั่วคราวเช่นกัน แม้กรมประชาสัมพันธ์จะยื่นต่อศาลเพื่อสั่งปิด แต่ก็ปิดไม่ได้ พีซทีวี ไม่สามารถปิดได้เช่นกัน เพราะศาลปกครองคุ้มครองอยู่ หากมีการสั่งปิดบริษัทจะเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมต่อศาลต่อไป
“การกระทำของรายการที่ถูกกล่าวหานั้น ไม่ได้เข้าข่ายตามที่กสท.กล่าวอ้าง มองว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสี และมโนกันไปเองมากกว่า ทางบริษัทได้ไปถามกฤษฎีกาแล้ว กสท. ไม่มีอำนาจสั่งปิด ขอเตือนว่าบ้านเมืองปกครองด้วยกฎหมาย หากความประสงค์ของผู้มีอำนาจจ้องการปิดกั้นช่องทางสื่อสาร ยิ่งสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นมากกว่าเดิม” นพ.เหวง กล่าว

