ดร.พระนาย กังวาลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PSTC เปิดเผยผลการดำเนินงานงวดปี2562 ของบริษัทและบริษัทย่อยว่า มีกำไรสุทธิ 3,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,596% จากงวดเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 84.64 ล้านบาท และบันทึกกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 6,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 121% จากงวดเดียวกันของปีก่อน มีรายได้รวม 2,986.65 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้ต่อหุ้น (D/E) ลดลงกว่าครึ่ง เหลือเพียง 0.48x จากเดิม 0.9x
สาเหตุที่ผลการดำเนินงานปรับตัวสูงขึ้น ดร.พระนาย กล่าวว่า มาจากรายได้เพิ่มขึ้นในส่วนโครงการกลุ่มลูกค้าหน่วยงานราชการ และงาน EPC (Energy Performance Contract) รายได้จากการขายก๊าซธรรมชาติ และการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าช่วงปีก่อน ขณะเดียวกัน มีรายได้พิเศษจากการขายหุ้นสามัญของบริษัทไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย รวมถึงความสามารถการควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น
ดร.พระนาย กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ (บอร์ด) จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลงวดปี 2562 แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.01 บาท โดยจะกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น (XD) ในวันที่ 16 มีนาคม และพร้อมจ่ายเป็นเงินสดในวันที่ 29 พฤษภาคม
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวอีกว่า ในปี 2563 บริษัทฯตั้งเป้ารายได้เติบโตมากกว่า 20% จากปี 2562 ทั้งนี้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากธุรกิจทุกกลุ่มมีสัญญาณที่ดี รวมทั้งมีงานในมือรอรับรู้รายได้ในส่วนของธุรกิจ EPC ไว้แล้วกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้อย่างต่อเนื่อง และรวมถึงมีโรงไฟฟ้าชีวภาพอยู่ระหว่างการทดสอบขนานไฟอยู่อีก 5.6 MW. และคาดว่าจะเริ่มขายไฟฟ้าได้ภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ทั้งนี้บริษัทเตรียมงบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท เน้นการขยายการลงทุนโรงไฟฟ้า Private PPA เพื่อสร้างรายได้และผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว โดยปัจจุบันบริษัทฯมีความพร้อมทั้งแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยี รวมทั้งยังเดินหน้าลงทุนในธุรกิจด้านการจำหน่ายระบบก๊าซ LNG ให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่มเติม
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการขอมติผู้ถือหุ้น รวมพาร์เป็นมูลค่า 0.50 บาท จาก 0.10 บาท และยื่นขอย้ายหุ้นไปซื้อขายในกระดานหลักของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จากปัจจุบันซื้อขายอยู่ใน MAI เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจให้เติบโตแบบยั่งยืน และเปิดโอกาสให้กลุ่มนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนกับบริษัทเพิ่มขึ้น คาดว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนให้แล้วเสร็จภายในกลางปีนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

