“PRIME” ปลื้ม กำไรสุทธิโตสูงสุด เน็ตมาร์จิ้น 40% รุกขยายโซลาร์ฟาร์มทั่วเอเชีย ลุยประมูลโรงไฟฟ้าชุมชนของรัฐ

27.02.20 | 15:02 น.

นายสมประสงค์ ปัญจะลักษณ์ ประธานกรรมการ บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘PRIME’ ผู้ผลิตพลังงานทดแทนระดับภูมิภาค เปิดเผยผลประกอบการในปี 2562 ว่า มีรายได้รวม 658 ล้านบาท จากปี 2561 มีรายได้ 747 ล้านบาท แต่มีกำไรสุทธิ 265 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ จากผลขาดทุนสุทธิ 504 ล้านบาทในปี 2561(ซึ่งเดิมเป็นธุรกิจกลุ่มอาหารของผู้ถือหุ้นกลุ่มอื่น) คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 40% นับว่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในกลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้า มีอัตราหนี้สิน ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (IBD/E) เพียง 0.88 เท่า โดยไม่มีหนี้สินในระดับองค์กรจึงสามารถจะลงทุนเพิ่มเติมเพื่อขยายกิจการได้อย่างเต็มที่

นายสมประสงค์ กล่าวว่า ตั้งเป้าขยายพอร์ตการผลิตไฟฟ้าจากปัจจุบัน 287 เมกะวัตต์ เป็น 1,000 เมกะวัตต์ภายใน 4 ปี คาดว่าการเติบโตจะมาจากทั้งการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตสูงและความต้องการพลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก อาทิ กัมพูชา ไต้หวัน เวียดนาม ลาว และ มาเลเซีย

นายสมประสงค์ กล่าวว่า ในปี 2563-2565 บริษัทฯ วางแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลยุทธ์ “Go Asia” มุ่งลงทุนโซลาฟาร์มในทวีปเอเชียและ “Go Local” มุ่งพัฒนาโรงไฟฟ้าในประเทศ โดยเตรียมเข้าประมูลในโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนของกระทรวงพลังงาน ขนาดกำลังการผลิต 700 เมกะวัตต์ มั่นใจว่าจะเป็นหนึ่งในผู้ชนะการประมูล โดยอาศัยประสบการณ์ความสำเร็จที่บริษัทฯ เคยชนะการประมูลโครงการโซลาฟาร์มสหกรณ์ เฟส 1 และ 2 รวม 33 เมะวัตต์

ปัจจุบัน PRIME มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมดรวม 287 เมกะวัตต์ โดยจ่ายไฟแล้ว 179 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างพัฒนาและก่อสร้าง 108 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ในประเทศไทยจำนวน 132.3 เมกะวัตต์ ในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 68.2 เมกะวัตต์ ในไต้หวันจำนวน 8.5 เมกะวัตต์ และล่าสุดเตรียมลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ Solar Farm ใหญ่ที่สุดในประเทศกัมพูชา ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 78 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดกัมปงชนัง และคาดว่าจะมีโอกาสขยายการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศกัมพูชาได้อีก

“บริษัทฯมั่นใจว่า จะประสบผลสำเร็จในการขยายพอร์ตการผลิตไฟฟ้า จาก ปัจจุบัน 287 เมกะวัตต์ เป็น 1,000 เมกะวัตต์ภายใน 4 ปี โดยคาดว่าการเติบโตจะมาจากทั้งการลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยอาศัยจุดแข็งของบริษัท คือ ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการ โรงไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ความได้เปรียบด้านต้นทุน มีพันธมิตรธุรกิจระดับโลก และการได้รับ การยอมรับในระดับสากล รวมถึงจากสถาบันการเงินระดับนานาชาติ อีกทั้ง ผู้บริหารของบริษัทฯ มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการ พลังงานทดแทน ในไทยกว่า 10 ปี โดยในส่วนการลงทุนต่างประเทศ บริษัทฯ มุ่งเน้นประเทศที่มีศักยภาพ การเติบโตสูงและความต้องการพลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก อาทิ ไต้หวัน เวียดนาม ลาว และ กัมพูชา”

Advertisement

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน