หน้าแรก เศรษฐกิจ สศช.หวั่นโควิ...

สศช.หวั่นโควิด-19 ภัยแล้งทำให้คนไทยตกงานเพิ่มขึ้น เผยหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงรอบ 33 เดือน

28.02.20 | 14:41 น.

นายทศพร  ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส4และภาพรวม ปี 2562 พบว่าสถานการณ์จ้างงานในไตรมาส 4 ปี 2562 อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ โดยผู้ว่างงานมีจำนวน 3.7 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.04%  ส่งผลให้อัตราการว่างงานปี 2562 ยังอยู่ในระดับต่ำ เท่ากับ 0.99% คิดเป็นผู้ว่างงาน 3.7 แสนคน

อย่างไรก็ตามแนวโน้มสถานการณ์ด้านแรงงานปี 2563 มีปัจจัยเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะกระทบต่อตลาดแรงงานและการจ้างงาน ได้แก่ ภาวะภัยแล้งในปี 2563 ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่าภัยแล้งในปี 2563 มีความรุนแรงที่สุดในรอบ 60 ปี นอกจากนี้ต้องติดตามผลกระทบจากการระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อโควิด-19 ต่อการจ้างงานในภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม หากยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในสาขาการค้าส่งและค้าปลีก สาขาการขนส่ง และสาขาโรงแรมภัตตาคาร และอาจจะเกี่ยวเนื่องไปถึงการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้การการส่งออกที่ขยายตัวต่ำ ความล่าช้าของงบประมาณปี 2563 ในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2563 (ตุลาคม 2562–มกราคม 2563) มีการเบิกจ่ายงบลงทุนคิดเป็น 6.3% จากวงเงินลงทุนทั้งหมด จะส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2563 ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการจ้างงานของไทยลดลงด้วย

นายทศพรกล่าวต่อว่า ส่วนสถานการณ์หนี้สินครัวเรือนในไตรมาสสามปี 2562 มีมูลค่า 13.24 ล้านล้านบาท ขยายตัว 5.5% ชะลอลงจาก 5.8% ในไตรมาสก่อน โดยเป็นผลจากการชะลอตัวของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและยานยนต์เป็นหลัก ขณะที่สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ที่ 79.1% สูงสุดในรอบ 11 ไตรมาสหรือ 33 เดือน นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2560 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวเร็วกว่าหนี้สินครัวเรือน โดยหนี้ครัวเรือนที่มาจากผู้ปล่อยสินเชื่อในกลุ่มสถาบันรับฝากเงินปรับตัวชะลอลงจากไตรมาสก่อน ตามการชะลอลงในกลุ่มสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารพาณิชย์ และสหกรณ์ ตามลำดับ

ทั้งนี้ยอดคงค้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพื่อการอุปโภคบริโภคของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสสี่ ปี 2562 มีมูลค่า 140,573 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วน 2.90% ต่อสินเชื่อรวม ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 2.81% ในไตรมาสก่อน ความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ต้องติดตาม โดยสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยต่อยอดคงค้างสินเชื่อที่อยู่อาศัยเท่ากับ 3.71% และสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสินเชื่อรถยนต์ต่อยอดคงค้างสินเชื่อรถยนต์อยู่ที่ 1.86%

Advertisement

นายทศพรกล่าวว่า ส่วนสถานการณ์การเจ็บป่วยยังต้องเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่และโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสำหรับปี 2563 มีประเด็นที่ควรให้ความสำคัญได้แก่ การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังที่ต่อเนื่องจากปี 2562 ทั้งโรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เช่น ไข้หวัด โรคปอดอักเสบ และจากยุงเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือดออก และชิคุนกุนยา แลดการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ อุบัติซ้ำ เช่น โรคปอดอักเสบจากเชื้อโควิด-19 โรคที่เกิดจากพฤติกรรม โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อ ที่สามารถป้องกันได้ อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ฯลฯ และโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ซึ่งพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นายทศพรกล่าวว่า ทั้งนี้การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ในช่วงไตรมาส 4 ปี2562 พบการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ขยายตัว 2.4% ชะลอลงจากไตรมาสที่ผ่านมา เป็นผลจากปริมาณการบริโภคบุหรี่ลดลง 1.2% ขณะที่การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังขยายตัว 4.6% ตลอดปี 2562 การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ขยายตัว 3.3%  ส่วนคดีอาญารวมเพิ่มขึ้นจากคดียาเสพติดและคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ไตรมาส 4 ปี 2562 คดีอาญารวมเพิ่มขึ้น 18.2% จากไตรมาสเดียวกันของปี 2561 เป็นคดียาเสพติดเพิ่มมากสุด รองลงมาคือ คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์รับแจ้ง

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน
นายทศพรกล่าวว่า ส่วนคุณภาพการศึกษาไทยยังคงต้องเร่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการวัดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาในระดับนานาชาติของไทย อาทิ IMD ด้านการศึกษาอยู่ในอันดับที่ 56 จาก 63 ประเทศ อยู่อันดับรองสุดท้ายของประเทศในอาเซียน การประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA 2018) มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะด้านการอ่านอยู่ลำดับที่ 66 จาก 79 ประเทศ
(393 คะแนน) ซึ่งอยู่อันดับต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาในระดับเดียวกัน ข้อค้นพบที่สำคัญจากผลการประเมิน PISA คือ ความเหลื่อมล้ำของฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม การจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษา เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อคุณภาพการศึกษา โดยกลุ่มนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดี และอยู่ในโรงเรียนที่มีการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาที่เพียงพอ จะมีผลคะแนนมากกว่ากลุ่มนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้อยกว่าอย่างมาก อาทิ นักเรียนในกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์และโรงเรียนสาธิตมีระดับคะแนนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักเรียนในกลุ่มสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้อยกว่าสามารถทำคะแนนการอ่านอยู่ในกลุ่มเปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ขึ้นไปมีจำนวนถึง13% ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยด้านการสนับสนุนจากผู้ปกครอง บรรยากาศเชิงบวกในโรงเรียน และกรอบความคิดแบบเติบโตของนักเรียน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบการศึกษาส่วนหนึ่งของไทยมีคุณภาพและสามารถพัฒนาไปในระดับที่สูงได้ หากมีนโยบายที่สร้างความเท่าเทียมกันทางการศึกษา โดยขยายระบบการศึกษาที่มีคุณภาพไปให้ทั่วถึง ประเทศไทยก็จะสามารถยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนให้ทัดเทียมกับนานาชาติได้

นายทศพรกล่าวว่า ส่วนปัญหาฝุ่น PM2.5 ต้องการการจัดการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จากรายงานผลการศึกษาขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า ฝุ่น PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าและฆ่าตัวตายสูงขึ้น หากลดระดับฝุ่น PM2.5 ที่ระดับ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรจะช่วยลดอัตราซึมเศร้าได้ถึง 2.5% ข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์ของจีนเกี่ยวกับการติดเชื้อโควิด-19 ชี้ว่า ฝุ่น PM2.5 กับไวรัสเป็นปัจจัยเกื้อหนุนกัน เนื่องจากฝุ่น PM2.5 ทำให้เกิดอาการระคายเคือง เยื่อบุตา ปาก ทางเดินหายใจ เมื่อเกิดการอักเสบแล้ว ไวรัสจะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย