นายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ ได้หารือร่วมกับกรมท่าอากาศยาน เกี่ยวกับการที่นำที่ราชพัสดุที่อยู่ในความดูแลของกรมท่าอากาศยานไปพัฒนาเชิงพาณิชย์กลับมาให้กรมธนารักษ์ดูแลเช่นเดียวกันกับกรณีกองทัพบกได้นำพื้นที่ราชพัสดุที่พัฒนาเป็นสวัสดิการเชิงพาณิชย์มาให้กรมธนารักษ์ดูแล
“สำหรับพื้นที่ท่าอากาศยานนั้น ให้กรมท่าอากาศยานใช้ฟรี เนื่องจาก เป็นหน่วยงานราชการ แต่สำหรับพื้นที่ภายในที่มีการจัดสรรเป็นร้านค้าเชิงพาณิชย์นั้น ต้องให้กรมธนารักษ์ดูแล โดยค่าเช่าพื้นที่ต้องถูกนำส่งกลับมาเป็นรายได้แผ่นดิน ทั้งนี้ กรมท่าอากาศยานมีสนามบินที่อยู่ในความดูแลจำนวนประมาณ 25 แห่งในภูมิภาคทั่วประเทศ”นายยุทธนากล่าว
นายยุทธนากล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีส่วนราชการอีกหลายรายที่ได้แจ้งความจำนงให้กรมธนารักษ์เข้าไปดูแลพื้นที่เชิงพาณิชย์ เช่น กรุงเทพมหานคร ส่งรายการพื้นที่ที่เปิดให้เอกชนเช่าเชิงพาณิชย์มาให้กรมธนารักษ์ดูแลแล้วประมาณ 5-6 พื้นที่ทั้งนี้ หลังกระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์และกองทัพบกได้ร่วมลงนามในความตกลงให้กรมธนารักษ์เข้าบริหารจัดการที่ราชพัสดุเชิงพาณิชย์ของกองทัพบกจำนวน 1 ล้านไร่เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งคณะทำงานของทั้งสองฝ่ายจะร่วมหารือถึงรายละเอียดของการส่งมอบพื้นที่อีกครั้ง

“กรมต้องลงไปดูในรายละเอียดว่า พื้นที่ใดเป็นพื้นที่เชิงสวัสดิการเชิงพาณิชย์ที่กองทัพบกบริหารทั้ง 100% หรือ พื้นที่นำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ให้เอกชนเช่า เพื่อแยกให้เกิดความชัดเจน โดยจะต้องดูในรายละเอียดของงบดุลแต่ละพื้นที่ด้วย โดยคาดว่า ภายในปีนี้ การพิจารณาเรื่องดังกล่าวจะแล้วเสร็จ หลังจากนั้นไปหารือกับหน่วยงานอื่นพบว่ามีหน่วยงานประเภทสถานศึกษา โรงพยาบาล มีการนำพื้นที่ไปดำเนินการลักษณะสวัสดิการเชิงพาณิชย์อยู่หลายแห่ง การดำเนินการทำแบบเดียวกับกองทัพบก ”นายยุทธนากล่าว
นายยุทธนากล่าวว่า หากหน่วยงานใดไม่ให้ความร่วมมือในการส่งมอบพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์ให้กรมฯดูแล กรมฯมีอำนาจที่จะบอกยกเลิกสัญญาการเช่ากับเอกชนได้ ดังนั้น จึงขอให้ทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือ สำหรับพื้นที่ใดที่มีการพัฒนาไม่เต็มศักยภาพ ทางกรมฯจะเข้าไปร่วมพัฒนา และ รวมถึง การจัดเก็บอัตราค่าเช่าให้เป็นเชิงพาณิชย์ตามเกณฑ์ของกรมฯด้วย โดยปัจจุบันเกณฑ์การจัดเก็บค่าเช่าเชิงพาณิชย์จะอยู่ที่ 3% ของมูลค่าที่ดินต่อปี และ 1% ของมูลค่าที่ดินสำหรับค่าธรรมเนียมในการเช่าพื้นที่

