สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนที่ผ่านมา(5ก.ค.) ดาวโจนส์ปรับลดลงกว่า100จุด หลังตลาดกังวลกรณีที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ออกมาเปิดเผยในรายงานเสถียรภาพทางการเงินวานนี้ว่า เสถียรภาพทางการเงินของสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับภาวะที่ท้าทาย หลังอังกฤษลงมติออกจากสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ลดลงเกือบ 5% ก็เป็นปัจจัยลบฉุดให้ตลาดลดลงด้วย
หลังปิดตลาดดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 17,840.62 จุด ลบ 108.75 จุด หรือ -0.61% ดัชนี แนสแดค ปิดที่ระดับ 4,822.90 จุด ลบ 39.67 จุด หรือ -0.82% และดัชนี เอสแอนด์พี500 ปิดที่ระดับ 2,088.55 จุด ลบ 14.40 จุด หรือ -0.68%
ด้านราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ที่ตลาดล่วงหน้านิวยอร์ก ส่งมอบเดือนส.ค.ลดลง 2.39 ดอลลาร์ หรือ 4.9% ปิดตลาดที่ระดับ 46.60 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังตลาดวิตกว่า เศรษฐกิจทั่วโลกอาจชะลอตัวลงจากผลกระทบหลังอังกฤษลงมติออกจากอียู ซึ่งจะทำให้ความต้องการด้านพลังงานลดลงด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าไนจีเรียและซาอุดิอาระเบียมีการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันตลาดอีกทางหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันลดลงเกือบ5% ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือนส.ค.ลดลง 2.14 ดอลลาร์ หรือ 4.3% ปิดตลาดที่ระดับ 47.96 ดอลลาร์/บาร์เรล
ขณะที่ราคาทองคำที่ตลาดล่วงหน้านิวยอร์ก(COMEX)ส่งมอบเดือนส.ค.ปรับเพิ่มขึ้น 19.70 ดอลลาร์ หรือ 1.47% ปิดตลาดที่ระดับ 1,358.70 ดอลลาร์/ออนซ์ ทั้งนี้ผลกระทบจากอังกฤษแยกตัวออกจากอียู และตลาดหุ้นสหรัฐที่ลดลงกว่า100จุดเมื่อคืนที่ผ่านมา กระตุ้นให้นักลงทุนให้เข้าซื้อทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น

