หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘เมย์แบงก์’ เ...

‘เมย์แบงก์’ เชื่อเศรษฐียังมีแรงซื้อหุ้นอยู่มาก โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดลงแรง มูลค่าต่ำกว่าพื้นฐานบริษัท

2.03.20 | 04:13 น.

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กรณีการประกาศซื้อหุ้นบำรุงราษฎร์ของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ หรือกรณีการประกาศขอซื้อหุ้นคืนของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ใหญ่ สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มคนมีศักยภาพในการใช้จ่าย หรือเศรษฐี มีเงินเย็นในมืออยู่แล้ว ทำให้การเข้าซื้อหุ้นเพื่อถือครอง หรือเพื่อซื้อคืน สามารถทำได้ แต่ในกรณีของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ที่ประกาศเข้าซื้อหุ้นบำรุงราษฎร์ มองว่าสาเหตุมาจากการที่ผู้บริหารมีความเข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง มีความเป็นเจ้าของสูง และประเมินแล้วว่า สามารถถือลงทุนระยะยาวไปได้อีกนาน ไม่ได้ต้องการซื้อเพื่อเป็นเจ้าของ หรือต้องการที่นั่งเพิ่มในคณะกรรมการบริษัท

“การเข้าซื้อหุ้นในช่วงนี้ อาจมองเห็นโอกาส และเชื่อว่าเป็นการลงทุนในช่วงที่มูลค่าปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ หรือต่ำกว่าพื้นฐานของบริษัทที่สามารถไปต่อไปไกล โดยมองว่าเป็นการเข้าซื้อแบบตรงๆ ไม่ได้แอบเข้าซื้อเพราะมีวัตถุประสงค์แอบแฝง เพียงแต่หากรพ.กรุงเทพ มีการลงทุนในหุ้นบำรุงราษฎร์เพิ่มเกิน 25% ต้องทำคำเสนอซื้อหุ้น (การทำเทนเดอร์) เป็นรูปธรรมต่อไป” นายวิจิตรกล่าว

นายวิจิตรกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในจีนได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อาทิ ยุโรป สหรัฐ เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งการหาจุดที่ดีในการลงทุนคือ เป็นจุดที่ต้องหาข่าวร้ายให้ตลาดมากที่สุด โดยเชื่อตอนนี้ตลาดก็รอดูอยู่ว่า สถานการณ์ของประเทศต่างๆ จะรุนแรงสูงสุดในช่วงใด โดยหากให้ประเมินความเสี่ยงของสถานการณ์ คงไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากการแพร่เชื้อสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว อาทิ การพบผู้ติดเชื้อ 1 รายในเกาหลี แต่เป็นผู้ติดเชื้อในลักษณะขับเชื้อและแพร่เชื้อได้มากเป็นพิเศษ (ซูเปอร์สเปรดเดอร์) ทำให้การเฝ้าระวังโรคและสถานการณ์ความสุ่มเสี่ยงยกระดับรุนแรงขึ้นทันที ซึ่งกังวลว่าในประเทศอื่นๆ จะพบผู้ติดเชื้อแบบซูเปอร์สเปรดเดอร์เพิ่มขึ้นอีก

นายวิจิตรกล่าวว่า ในขณะที่การลงทุนของนักลงทุนรายย่อย มีข้อจำกัดในเรื่องเงินทุน และบางครั้งอาจไม่สามารถลงทุนในปริมาณมากๆ เหมือนกับเจ้าของบริษัทได้ รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันอาจจะติดหุ้น (มีหุ้นในมือ) ค่อนข้างมากแล้ว จึงต้องดูเม็ดเงินในมือที่เหลือ และใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากสุด โดยมองว่าทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ แต่แน่นอนว่าต้องประเมินสถานการณ์ของวิกฤติเหล่านั้นให้ได้ว่า รุนแรงมากเพียงใด ณ ปัจจุบันความรุนแรงอยู่ขั้นใดแล้ว ผ่านจุดแย่สูงสุดไปหรือยัง ซึ่งหากยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ ก็อาจรอจังหวะ ให้หาอัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุน ว่ามีมากเพียงพอที่จะเสี่ยงหรือไม่

นายวิจิตรกล่าวว่า ในอนาคตเชื่อว่าจะได้เห็นการเข้าซื้อหุ้นคืน หรือผู้บริหารเข้าลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์อื่นๆ มากขึ้นได้ ภายใต้การปรับลดระดับของดัชนีหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง มีข่าวร้ายอัดเข้ามาสร้างความกังวลให้กับตลาดไม่หยุด เพราะราคาหุ้นปรับลดลงต่ำมาก นักลงทุนเทขายหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง นักลงทุนรายใหญ่ที่ประเมินแล้วเห็นทิศทางที่ดีในอนาคตของหุ้นเหล่านั้น ก็จะเข้าซื้อตุนไว้ เพื่อรอจังหวะขายทำกำไรในช่วงที่หุ้นดีดตัวขึ้นต่อไป

Advertisement

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน