นายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมธนารักษ์ได้รับมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้จากการยึดทรัพย์ตามกฎหมายต่างๆจำนวนมากกว่า 100 แปลง เป็นพื้นที่เกินกว่า 100 ไร่ เข้ามาอยู่ในความดูแลของกรมฯ โดยกรมฯมีมีนโยบายที่จะตัดขายออกไปทั้งหมด เนื่องจาก ไม่มีอัตรากำลังเข้าไปดูแลได้อย่างทั่วถึง จึงขออนุมัติระดับนโยบายจากกระทรวงการคลังให้ดำเนินการจำหน่ายออกไป
ทั้งนี้ การเสนอขายทรัพย์ประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เป็นไปตามพ.ร.บ.ที่ราชพัสดุปี 2562 ระบุว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใดที่หน่วยงานราชการต่างๆได้จากการยึดทรัพย์มาสามารถนำไปบริหารจัดการ เช่น ขาย หรือ จัดการให้เช่าได้
“กรมขอนโยบายจากรัฐมนตรีคลังไปว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับมอบมานั้น คงดูแลไม่ไหว เนื่องจาก ทรัพย์ดังกล่าว เป็นทรัพย์ที่ได้จากคดีต่างๆ เช่น ฟอกเงิน ยาเสพติด ซึ่งบางแห่งยังมีผู้บุกรุก ดังนั้น เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ จึงขออนุมัติจากระดับนโยบายเพื่อให้สามารถขายออกไป ซึ่งระดับนโยบายก็ได้อนุมัติแล้ว”นายยุทธนากล่าว
น่ยยุทธนากล่าวต่อว่า กรมฯเตรียมนำทรัพย์ดังกล่าวออกขายโดยเร็วที่สุดภายในเดือนพฤษภาคมนี้โดยเสนอขายผ่านวิธีการประมูลด้วยวาจาเช่นเดียวกันกับการขายทอดตลาดรถยนต์จากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะทำให้กรมฯสามารถขายได้ในราคาที่เหมาะสม โดยจะเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้ามาประมูล รวมถึงญาติเจ้าของเดิม เมื่อได้เม็ดเงินจากการประมูลแล้ว จะนำเข้าคลังหลวง

นายยุทธนากล่าวว่า สำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะเสนอขายนั้น จะมีพื้นที่ไฮไลท์ที่อยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร เช่น มี่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแถวถนนสีลมจำนวน 34 ตารางวา ซึ่งยึดมาจากการฟอกเงิน ฉ้อโกง , พื้นที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดนนทบุรี จำนวนหลายแปลง , พื้นที่ในจังหวัดสระบุรี ซึ่งยึดได้จากคดียาเสพติด เป็นต้น
นายยุทธนากล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุยังระบุว่า พื้นที่ใดที่ไม่มีการใช้ประโยชน์จากราชการและไม่ชัดเจนว่า มีบุคคลใดเป็นเจ้าของให้ถือว่าที่ดินนั้นๆเป็นที่ราชพัสดุในช่วงที่ผ่านมา กรมฯได้มอบให้ธนารักษ์พื้นที่ทำการสำรวจ ได้รับรายงานว่า มีพื้นที่ในลักษณะดังกล่าวจำนวนประมาณ 1 ล้านไร่ ดังนั้น กรมฯจะเข้าไปบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าว โดยจะนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ จัดให้เอกชนเช่า หรือหน่วยงานราชการใดต้องการใช้งาน ก็สามารถแจ้งเข้ามาใช้พื้นที่ได้
นายยุทธนากล่าวต่อว่าสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่หน่วยงานราชการถือครองในต่างประเทศ เช่น สถานทูต จะถูกจัดเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์เช่นกัน ดังนั้น กรมฯจะร่วมกับกระทรวงต่างประเทศในการสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินดังกล่าว หากมีการปิดสถานทูตทรัพย์นั้นๆจะต้องถูกนำมาบริหารจัดการ เช่น ขาย หรือ ให้เช่าเป็นต้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมธนารักษ์มีที่ราชพัสดุอยู่ในความดูแลจำนวนประมาณ 12.5 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 ล้านล้านบาท ดังนั้น เมื่อรวมกับที่ดินใหม่ที่ได้มาเพิ่มจำนวน 1 ล้านไร่ และ ทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ จะทำให้มูลค่าทรัพย์สินที่อยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่ยังไม่ได้ประเมินว่า เพิ่มขึ้นมาเป็นจำนวนเท่าใด

