ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI แจ้งงบการเงิน และสรุปผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2562 กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม จำนวน 256,665 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31 ธันวาคม 2561 จำนวน 12,056 ล้านบาท หรือลดลง 4.5% โดยมีหนี้สินรวมเท่ากับ 244,899 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31 ธันวาคม 2561 จำนวน 3,366 ล้านบาท ลดลง 1.4% และส่วนของผู้ถือหุ้นมีจำนวน 11,766 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31 ธันวาคม 2561 จำนวน 8,690 ล้นบาท ลดลง 42.5%
โดยมีรายละเอียดดังนี้ บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีจำนวนเครื่องบินที่ใช้ในการดำเนินงาน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 จำนวน 103 ลำ เท่ากับ ณ สิ้นปี 2561 มีอัตราการใช้ประโยชน์ของเครื่องบิน เท่ากับ 119 ชั่วโมง ต่ำกว่าปี 2561 ที่ 12.0 ชั่วโมง โดยในปี 2562 มีปริมาณการผลิตคนผู้โคยสาร ลคลง 2.7% จากการปรับลดเที่ยวบินที่ไม่ทำกำไร และต้องหยุดบินในบางเส้นทาง จากเหตุการณ์สาธารณรัฐอิสลามปากีสถานประกาศปิดน่านฟ้า โดยปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร ลดลง 0.9% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร เฉลี่ย 79.1% สูงกว่าปี 2561 ซึ่งเฉลี่ยที่ 77.6% และจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 2451 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ประมาณ 0.8%
สำหรับด้านการขนส่งสินค้า มีปริมาณการผลิตด้านพัสดุภัณฑ์ ต่ำกว่าปี 2561 ที่ 2.6% ปริมาณการขนส่งพัสดุภัณฑ์ ต่ำกว่าปี 2561 ที่ 13.7% จากการส่งออกที่ชะลอตัว และมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ส่งผลให้อัตราการบรรทุกสินค้า เฉลี่ยเท่ากับ 53.3% ต่ำกว่าปี 2561 เฉลี่ยที่ 60.8%
บริษัทฯ ต้องเผชิญผลกระทบจากปัจจัยลบหลายประการ ทั้งจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ภัยธรรมชาติ การแข็งค่าของเงินบาทที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 6 ปี การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ประกอบกับมีการรับรู้ค่าชดเชยตามประกาศณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เพิ่มขึ้นจาก 300 วัน เป็น 400 วัน โดยในปี 2562 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 184,046 ล้านบาท ต่ำกว่าปี 2561 ที่ 15,454 ล้านบาท หรือ 7.7% รายได้จากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าลดลงรวม 15,767 ล้านบาท ลดลง 8.6% สำหรับค่าใช้จ่ายรวม 196,470 ล้านบาท ต่ำกว่าปี2561 ที่ 12,088 ล้านบาท ลดลง 5.8% สาเหตุหลักเกิดจากค่าน้ำมันที่ลดลง 5,421 ล้านบาท ลดลง 4.6% ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อยขาดทุนจากการดำเนินงาน จำนวน 12,424 ล้านบาท ขาดทุนสูงกว่าปี 2561 จำนวน 3,366 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.2%
นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการประมาณการเงินตอบแทนความชอบในการทำงาน จำนวน 2,689 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้รับรู้ค่าชดเชยเพิ่มเติมตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 4) ที่กำหนดอัตราค่าชดเชยเพิ่มเติม กรณีนายจ้างเลิกจ้างสำหรับลูกจ้าง ซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 20ปี ขึ้นไป ให้มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายจำนวน 400 วัน และมีผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และเครื่องบินจำนวน 634 ล้านบาท
ขณะที่มีกำไรจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนเงินลงทุนในบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 273 ล้านบาท และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 4,439 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีขาดทุนสุทธิ 12,017 ล้านบาท ขาดทุนสูงกว่าปี 2561 ที่ 448 ล้านบาท ลดลง 3.9% โคยเป็นขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 12,042 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 5.52 บาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปี 2561 0.19 บาทต่อหุ้น ลดลง 3.6%
รวมถึงแจ้งว่า มีกรรมการบริษัทฯ ลาออก 3 ราย คือ
1. นางปรารถนา มงคลกุล
2. นายพินิจ พัวพันธ์
3. นางศิริกุล เลากัยกุล
โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่


