นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจแบบครบวงจร ด้านโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม บริการสาธารณูปโภคและพลังงาน ดิจิทัลแพลตฟอร์ม เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจในปี 2563 บริษัทฯตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ประมาณ 15-20% เมื่อเทียบจากปี 2562 จากการเน้นย้ำความเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจหลักๆ ของบริษัท โดยมุ่งขยายธุรกิจทั้งในประเทศและ ต่างประเทศให้เติบโตยิ่งขึ้น ทั้ง 4 ธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วย 1.ดับบลิวเอชเอ โลจิสติกส์ 2.ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ 3.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ 4.ดับบลิวเอชเอ ดิจิทัล แพลตฟอร์ม
นางสาวจรีพรกล่าวว่า ผลการดำเนินงานงวดปี 2562 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 บริษัทฯ มีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไร จากการลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า 13,385.8 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 3,229.3 ล้านบาท โต 21.1% โดยการเติบโตเพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการโอนที่ดินเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากยอดขายที่ดินทั้งหมดในปีที่ 2561 จำนวน 1,010 ไร่ หรือประมาณ 70% ของยอดขายที่ดินดังกล่าว มาจากกลุ่มลูกค้าจากประเทศจีน และไต้หวัน ที่มีการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย จากสถานการณ์สงครามการค้าโลก และต้นทุนการผลิตในประเทศจีนปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค อีกทั้งการสนับสนุนของภาครัฐในการส่งเสริมการลงทุนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ผลักดันต่อภาพรวมการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
นางสาวจรีพรกล่าวว่า นอกจากนี้ ยอดการเช่าพื้นที่สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ ยังสามารถเติบโตได้ตามเป้าที่วางไว้ โดยมียอดเช่าอาคาร 250,000 ตารางเมตร ซึ่งมาจากการขยายตัวของกลุ่มลูกค้าอีคอมเมิร์ซในประเทศ ส่งผลให้ความต้องการอาคารคลังสินค้า เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น ส่วนธุรกิจการให้บริการสาธารณูปโภค บริษัทฯมีรายได้จากธุรกิจสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายและให้บริการน้ำ โดยเฉพาะน้ำเพื่ออุตสาหกรรม ที่ให้บริการตามความต้องการใช้น้ำของลูกค้านิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะลูกค้าในธุรกิจโรงไฟฟ้า รวมถึงในปี 2562 ที่ผ่านมา บริษัทฯได้เข้าลงทุนในธุรกิจสาธารณูปโภคในเวียดนาม โดยการเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทผู้ประกอบการธุรกิจน้ำประปารายใหญ่ที่สุดในฮานอย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มความสามารถให้บริการสาธารณูปโภคไปยังต่างประเทศ และสร้างโอกาสในการเติบโตในรายของธุรกิจการให้บริการสาธารณูปโภคอย่างมีนัยสำคัญ
“ในขณะที่ส่วนของธุรกิจไฟฟ้า บริษัทฯได้มีการเปิดดำเนินการขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (ซีโอดี) โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้มาตรฐานควบคุมการปล่อยมลพิษของยุโรป ขนาด 8.63 เมกะวัตต์ ในช่วงปลายปี 2562 ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติการจ่ายปันผลประจำปี 2562 เพิ่มอีกในอัตราหุ้นละ 0.0535 บาท สะท้อนให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2562 โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (ขึ้นเครื่องหมาย XD) วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 และวันจ่ายปันผล ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 ตามลำดับ” นางสาวจรีพรกล่าว
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่


