หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘มนัญญา’ หวั่...

‘มนัญญา’ หวั่นผลไม้ล้นตลาด หลังจีนหายไป เล็งของบกลาง 414 ลบ. อุ้มบริโภคในประเทศ

2.03.20 | 17:51 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ในจีนและอีกหลายประเทศทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน มังคุดและลำไย ซึ่งที่ผ่านมามีการส่งออกเป็นสัดส่วนที่มากกว่าการบริโภคในประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งซื้อผลไม้ใหม่จากประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ จีน ฮ่องกงและเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดส่งออกผลไม้ไทยที่มีสัดส่วนมากกว่า 80% ของผลผลิตผลไม้ไทยทั่วประเทศ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงเตรียมเสนอของบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ 2563 วงเงิน 414.20 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตร เพื่อรองรับผลกระทบจากตลาดส่งออกที่หายไป เพราะโรคระบาด เพื่อยกระดับราคาและปรับสมดุลราคาผลไม้ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเหมือนเดิม โดยเชื่อมั่นว่าจากการดำเนินการทั้งหมด จะทำให้ราคาผลไม้ไม่เลวร้ายเท่าปี 2562

“เงินอุดหนุน วงเงิน 414.20 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าบริหารจัดการ 80 ล้านบาท ค่าขนส่ง 160 ล้านบาท ค่าบรรจุภัณฑ์ 85 ล้านบาท และจะมีการจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์การบริโภคผลไม้ในจังหวัดใหญ่ๆ อาทิ นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี เชียงใหม่ สงขลา สุราษฎร์ธานี กรุงเทพฯ เป็นต้น รวม 16 จังหวัด วงเงิน จังหวัดละ 500,000 บาทรวมเป็นเงิน 49.20 ล้านบาท และระดับอำเภอรวม 824 อำเภอ ละ 50,000 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 41.20 ล้านบาท การรับซื้อหน้าสวน ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเป็นเงินสด จะมีปัญหาในส่วนของการขนส่ง โดยนำงบกลางที่ขอมาอุดหนุนในส่วนนี้ เพื่อกระจายผลไม้ที่ออกแล้วให้เร็วขึ้น ซึ่งตอนนี้ห่วงทุเรียนมากที่สุด เพราะจะมีออกมาพร้อมกันเยอะ และมีระยะเวลาในการสุก ทำให้ต้องส่งให้ถึงมือลูกค้าเร็วที่สุด” นางสาวมนัญญากล่าว

นางสาวมนัญญากล่าวว่า งบกลางที่จะขอเพิ่มเติม เพื่อนำมาช่วยเหลือผ่านสหกรณ์ต้นทาง ใช้เป็นค่าบริหารจัดการผลไม้ กิโลกรัมละ 1 บาท ค่าขนส่งจากแหล่งรวบรวมไปสหกรณ์ปลายทาง กิโลกรัมละ 2 บาท ค่าจัดซื้อบรรจุภัณฑ์ เช่น ตะกร้า กล่อง จำนวน 3.5 ล้านใบ หรือ ค่าตะกร้าขนาด 10 กิโลกรัม (ก.ก.) ประมาณ 35 บาทต่อใบ และค่าบริหารจัดการของสหกรณ์ปลายทาง เพื่อกระจายผลไม้สู่ผู้บริโภคในพื้นที่ กิโลกรัมละ 0.50 บาท และหากให้ประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ จะทำให้สมาชิกสหกรณ์ 68,679 ราย มีรายได้เพิ่ม 11,512 บาทต่อราย มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ 7,644 ล้านบาท คิดเป็น 18.45 เท่าของเงินลงทุนจากรัฐบาล โดยโครงการนี้จะหารือกันอีกครั้งในคณะกรรมการนโยบายเกษตรและสหกรณ์ วันที่ 4 มีนาคมนี้ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

นางสาวมนัญญากล่าวว่า โครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตร จัดตั้งมาเพื่อรองรับผลกระทบจากไวรัสดควิด-19 ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร เพื่อให้การระบายผลผลิตออกจากพื้นที่เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ป้องกันปัญหาผลไม้กระจุกตัวและล้นตลาด ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศถึงผู้บริโภค ในราคาที่เป็นธรรม โดยจะให้สหกรณ์ที่เป็นแหล่งผลิตผลไม้ รวบรวมและกระจายผลผลิต ส่งขายให้กับสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้า และสหกรณ์ขนาดใหญ่ทุกอำเภอทั่วประเทศ ช่วงระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน – กันยายน 2563 เบื้องต้นได้ตั้งเป้าหมายในการกระจายผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์ 80,000 ตัน แบ่งเป็นทุเรียน 40,000 ตัน มังคุด 20,000 ตัน และลำไย 20,000 ตัน

นางสาวมนัญญากล่าวว่า ในปี 2563 คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีผลไม้ออกสู่ตลาด รวมปริมาณ 3,072,591 ตัน โดยแบ่งเป็น ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ ลองกอง และลิ้นจี่ และเมื่อนำผลผลิต 3 ชนิดสำคัญ คือ ทุเรียน ลำไย มังคุดรวมกัน จะมีปริมาณมากกว่า 84 % ของปริมาณผลไม้รวมทั้งประเทศ ซึ่งหากไม่มีมาตรการรองรับ ผลผลิตที่ไม่สามารถส่งออกได้นั้น จะกระจุกตัวกลับมาสู่ตลาดในประเทศ ส่งผลทำให้ผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำและเกษตรกรจะประสบปัญหาขาดทุน ขณะเดียวกัน ก็มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลไม้ 104 แห่ง ใน 31 จังหวัด มีเกษตรกรเป็นสมาชิก 95,321 ราย ปริมาณการรวบรวมผลไม้ ในปี 2562 ที่ผ่านมา 32,242.53 ตัน มูลค่า 966.173 ล้านบาท และมีการส่งออกผลผลิตทุเรียน มังคุด และลำไย ไปประเทศจีน 12,251.16 ตัน มูลค่า 572.45 ล้านบาท

Advertisement

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน