หน้าแรก เศรษฐกิจ สรท.เผยโควิด1...

สรท.เผยโควิด19ฉุดส่งออกไปจีนหายแน่1,700ล้านดอลล์ วอนรัฐช่วยด่วน ทั้งพยุงธุรกิจ คุมค่าบาท หั่นดอกเบี้ย

3.03.20 | 16:05 น.

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) เปิดเผยว่า สรท.อยู่ระหว่างการติดตามผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ปัจจุบันกำลังส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อการส่งออกและนำเข้าของไทย เบื้องต้นประเมินว่าหากส่งออกของไทยไปจีนติดลบต่อเดือนตั้งแต่ลบ 25%ถึงลบ 75% ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่คาดลบ 75% เดือนมีนาคมลบ50% เดือนเมษายนถึงมิถุนายน ลบ25% จะทำให้การส่งออกของไทยไตรมาส 1/2563 ลบ 3.6% ไตรมาส2/2563 ลบ 2.91% และครึ่งปีแรก 2563 ลบ 3.3% เฉพาะส่งออกไปจีนซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 12%ของส่งออกรวม ไทยจะสูญเสียรวม 1,500-17,000 ล้านเหรียญสหรัฐในครึ่งปีแรก

“ คงต้องรอดูตัวเลขการส่งออกอีก 1-2 เดือนว่าจะกลับมาติดลบแค่ไหน หลังจากเดือนแรกปีนี้บวก3.35%เพราะได้ยอดจากสั่งซื้อล่วงหน้าช่วงตรุษจีนและโควิด19ยังไม่รุนแรงจนกระทบต่อระบบโลจิสติกส์และการท่องเที่ยว ตัวลขติดลบเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน จะสะท้อนว่าโควิด19กระทบต่อการส่งออกแค่ไหนด้วย  สรท.จึงจะทบทวนตัวเลขที่ตั้งไว้เดิมปลายปีก่อนที่ 0%ถึงบวก1% บนสมมุติฐานค่าบาท 30.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากตัวเลขส่งออกช่วงไตรมาสแรกติดลบหนักและโควิด19 ยังแพร่ระบาดไปทั่วโลก อาจทำให้การส่งออกได้รับผลกระทบเลยกลางปีนี้ ก็มีโอกาสส่งออกทั้งปี2563 ติดลบ 1.5% ตอนนี้การค้าจะแข่งขันได้รัฐต้องดูแลเรื่องลดต้นทุน พยุงสภาพคล่องธุรกิจ โดยเหมาะสมลดดอกเบี้ยนโยบาย เชื่อว่าเฟดก็น่าจะปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้งกลางเดือนนี้ และดูแลบาทให้อ่อนจนแข่งกับคู่แข่งได้  “นางสาวกัณญภัค

นางสาวกัณญภัค กล่าวว่า ตอนนี้ก็กำลังลุ้นว่าการระบาดของโควิดจะคลี่คลายภายใน 5-6 เดือนจากนี้ ซึ่งกลุ่มสินค้าอาหาร ของใช้ทั่วไป และเกษตร จะได้รับผลดีและส่งออกได้มากขึ้น ช่วง2-3 เดือนแรกของการฟื้นตัวหลังโควิดคลี่คลาย เชื่อว่าโอกาสส่งออกเป็นบวกได้ แต่หากรุนแรงเข้าไตรมาส 3 ปีนี้ตัวเลขส่งออกไทยลบเกิน 1.5% และเพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบลดลงจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19สรท.เสนอแนะให้รัฐออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ประกอบด้วย ด้านต้นทุนการเงิน ขอให้สถาบันการเงินและกระทรวงการคลัง ช่วยเหลือดังนี้ 1. ปล่อยสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการในดำเนินธุรกิจ อาทิการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะ 6 เดือน และการขยายระยะเวลาการชำระคืนสินเชื่อเพื่อการส่งออก ระยะเวลา 12 เดือน 2. หยุดพักชำระหนี้ธนาคารและค่าธรรมเนียมต่างๆ เป็นระยะเวลา 12 เดือน3. การยกเว้นภาษีสรรพสามิตและภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเฉพาะที่พึ่งพาตลาดจีน 4. ชะลอการเรียกเก็บภาษีใหม่ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว อาทิ ภาษีความหวาน ความเค็ม เป็นต้น

นางสาวกัณญภัค กล่าวว่า ด้านการตลาดและโลจิสติกส์ เสนอให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคม ได้แก่  1.จัดให้มีทีม Social Media หรือ Call Center เป็นช่องทางในการติดต่อสอบถามและรายงานสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสอบถามข้อมูลสำหรับประกอบการวางแผนในการดำเนินธุรกิจ และควรเป็นสื่อกลางในการแจ้งข้อมูลข่าวสารล่าสุดเพื่อประกอบการการตัดสินใจของผู้ประกอบการเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศจีนรายมณฑล จุดขนส่งสินค้าต่างๆที่สามารถดำเนินการได้

Advertisement

2.เพิ่มความถี่การจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

3. กระทรวงพาณิชย์ควรประสานขอความร่วมมือกับรัฐบาลจีนทั้งส่วนกลางและรายมณฑล ในเรื่องการผ่อนปรนกฎระเบียบการนำเข้าและส่งออกสินค้า การยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ อาทิ congestion surcharge และ storage charge

4.ขอให้เร่งเจรจาเขตการค้าเสรีเอฟทีเอที่ได้กำหนดไว้ให้เร็วที่สุด เพื่อชดเชยการพึ่งพาตลาดจีนและเป็นการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่เพิ่มมูลค่าการส่งออกและเพื่อไม่ให้ไทยเสียตลาดหลักให้กับคู่แข่งที่ได้มีการทำเอฟทีเอ ไปกับกลุ่มประเทศดังกล่าวก่อนหน้า

5. กำกับดูแลให้สายเรือขนส่งสินค้าจัดหาตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ส่งออกในอัตราค่าระวางที่เหมาะสม

6.จัดหาบริการขนส่งสินค้าทางอากาศในลักษณะเช่าเหมาลำ(Charter Flight – Freighter) เพื่อรองรับความต้องการขนส่งสินค้าเน่าเสียไว ซึ่งไม่สามารถขนส่งสินค้าทางทะเล เนื่องจากยังมีปัญหาท่าเรือแออัด

7. เตรียมความพร้อมท่าเรือของไทย สำหรับรองรับความต้องการขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออกไปยังประเทศจีน เพื่อป้องกันปัญหาความแออัดของสินค้า เมื่อประเทศจีนสามารถขนส่งสินค้าได้ตามปกติ

นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหารสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นอกจากระบบโลจิสติกส์ที่ต้องเร่งแก้ไขแล้ว รัฐบาลต้องดูแลเรื่องค่าเงินบาทให้อ่อนค่าใกล้เคียงประเทศสกุลอื่นๆ แม้ค่าบาทได้อ่อนตัวลง 5.84% อยู่ที่ 31.42 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ แต่เทียบสกุลอื่นยังแข็งค่าอยู่ 1.21% หากให้การส่งออกไทยแข่งขันได้มากขึ้นค่าบาทที่เหมาะสมต้องอยู่ที่ 32-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ