หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.เพิ่มผลิตห...

พณ.เพิ่มผลิตหน้ากากอนามัยเดือนละ 38ล.ชิ้น ครอบครองเกินกำหนดไม่แจ้ง เจอคุก 7ปี (คลิป)

3.03.20 | 18:23 น.

ที่กระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังหารือแก้ปัญหาหน้ากากอนามัย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สมาคมร้านขายยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  ว่า จากการประชุมได้เห็นชอบจัดตั้งวอร์รูมที่มีตัวแทนจากภาครัฐและเอกชน และร่วมคณะศูนย์การกระจายบริหารและจัดการหน้ากากอนามัย ซึ่งจะทำหน้าที่กำกับดูแลกระจายหน้ากากอนามัยที่ผลิตได้ทั้งหมดจาก 11 โรงงานและมีกำลังการผลิตรวม 36 ล้านชิ้นต่อเดือน โดยกำลังเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 38 ล้านชิ้นต่อเดือนในเร็วๆนี้  และมอบหมายให้กรมการค้าภายใน(คน.)ไปจัดทำรายละเอียดถึงการพิจารณาจัดสรรให้เหมาะสมกับแต่ละหน่วยทั้งภาครัฐเองและระบบการค้าปกติ  โดยหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะมีการจัดการกระจายในปริมาณเท่าไหร่อย่างไร

“เดิมนั้นกระทรวงพาณิชย์บริหารจัดการกระจายหน้ากากอนามัย 45% ของกำลังการผลิตรวม แต่จากนี้จะนำมาบริหารจัดการทั้ง 100% เพื่อจะได้เป็นแกนกลางในการกระจายให้ทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ “นายบุณยฤทธิ์ กล่าว

นายบุณยฤทธิ์ กล่าวต่อว่า พร้อมกันนี้ ตนได้เสนอให้เพิ่มมาตรการดูแลและเอาผิดผู้กระทำความผิดอย่างเคร่งครัดผ่านกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ(กกร.) เพิ่มเติมประกาศให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่ถือครองหน้ากากอนามัยเกินกว่าปริมาณที่กำหนด ต้องแจ้งการถือครอง และรายละเอียดต่างๆ  ต่อกรมการค้าภายใน ตามมาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ  หากไม่แจ้ง จะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จากเดิมที่กกร.กำหนดให้เฉพาะผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ต้องแจ้งปริมาณที่มีในครอบครอง

ทั้งนี้ มอบให้กรมการค้าภายใน หารือผู้เกี่ยวข้องและกำหนดปริมาณเพดานการถือครองที่ชัดเจน ในแต่ละกลุ่มว่าควรถือครองปริมาณเท่าใด  รวมถึงบุคคลทั่วไปด้วย เพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายฯ กับผู้กระทำผิด เช่น บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคลที่ไม่ได้ประกอบอาชีพร้านขายยา รวมถึงผู้ค้าทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ เนื่องจากพบว่ามีผู้ค้าประกาศมีสินค้ารอการขายล็อตใหญ่ๆจำนวนมาก และสกัดกลุ่มมิฉาชีพ ซึ่งเดิมนั้นให้แจ้งสต็อกครอบครองแต่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายสินค้ารายใหญ่

“จากนี้ทุกรายหากฝ่าฝืนจะมีโทษเหมือนกันหมด คือ ม.28 ไม่ปิดป้ายหรือแสดงราคา โทษปรับครั้งละ 1 หมื่นบาท ผู้แจ้งจะได้สินบนรางวัลด้วย  ม.29 ขายราคาสูงเกินจริงจะมีโทษจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 1. 4แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อกกร.เห็นชอบออกประกาศกกร.กำหนดให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่มีหน้ากากอนามัยในครอบครองเกินกว่าปริมาณที่กำหนด ต้องแจ้งปริมาณ ฝ่าฝืนโทษตามมาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หากไม่แจ้ง จะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไปอีกมาตรา” นายบุณยฤทธิ์ กล่าว

Advertisement

นายบุณยฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ได้มีการย้ำเตือนจะเอาผิดทันทีกับผู้ค้าที่ประกาศขายทางโซเชียลทุกช่องทางทั้งในเฟสบุ๊คส่วนตัว / แพลตฟอร์มออนไลน์ / หรือมาร์เก็ตเพรส (Marketplace) ที่เป็นเว็บไซต์สื่อกลางระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขาย  ซึ่งมีวิธีการหาผู้กระทำผิด เหมือนกับผู้เผยแพร่ข่าวปลอม หรือ เฟกนิวส์ ที่กระทรวงดีอีใช้อยู่ โดยเจ้าของแพลตฟอร์มต่างๆ ก็อาจเข้าข่ายเป็นผู้กระทำความผิดฐานขายสินค้าในราคาสูงเกินสมควรด้วย โดยจะเร่งประชุมและประกาศกกร. บังคับใช้ให้เร็วที่สุด
อย่างไรก็ตามกระทรวงฯได้ดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายจากผู้กระทำความผิดไปแล้ว59 ราย แบ่งเป็น ขายแพง 38ราย ไม่ติดป้ายราคา21ราย และผู้ขายออนไลน์จำนวน 5 ราย ขอให้ประชาชนที่เจอพฤติกรรมผิดกฎหมายร้องได้ที่สายด่วน 1569