พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปี 2563 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 39,651 ล้านบาท โดยธุรกิจที่สร้างรายได้หลักจะมาจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่กว่า 30% หลังจากการที่บริษัทเข้าร่วมประมูลและได้คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ในราคาประมูลรวม 36,707.42 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จะเริ่มชำระค่าคลื่นความถี่งวดแรกในปี 2564 จำนวน 3,670.74 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และทยอยจ่ายเป็นรายปีต่อไปอีก 9 ปี (ปี 2565-2573) ระยะเวลาใบอนุญาตเป็นเวลา 15 ปี นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาต
ส่วนกำไรสุทธิปี 2563 อยู่ที่ 400 ล้านบาท เนื่องจากปี 2563 บริษัทจะไม่มีรายได้พิเศษจากการยุติข้อพิพาทเสาโทรคมนาคมกับคู่สัมปทาน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เหมือนปี 2562
ทั้งนี้ ในปี 2563 บริษัทวางแผนที่จะลงทุนเครือข่าย 4G และ 5G เพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องครอบคลุมทุกพื้นที่ และพัฒนาต่อยอดเพื่อให้บริการ 5G ได้ด้วยเทคโนโลยี Dynamic Spectrum Sharing (DSS) บริษัทสามารถให้บริการ 4G และ 5G บนคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ พร้อมกันได้ โดยการทำอัพเกรดซอฟแวร์
“บริษัทยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภายในประเทศและต่างประเทศสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในส่วนที่ต้องจัดหาเพิ่มเติมเพื่อลดภาระการลงทุน และสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการให้ผู้ให้บริการรายอื่นเช่าใช้โครงสร้างพื้นฐานทั้งในส่วนของเสาโทรคมนาคมและไฟเบอร์ โดยปัจจุบันบริษัทได้ลงนามในข้อตกลงไตรภาคีกับผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือเอแอลที และ edotco Group Sdn Bhd ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของมาเลเซีย” พ.อ.สรรพชัย กล่าว

พ.อ.สรรพชัย กล่าวว่า ทั้งนี้ ยังร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจหรือผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายอื่น เพื่อให้การลงทุนอุปกรณ์ 4G และ 5G เกิดประสิทธิภาพและประหยัดสูงสุด เช่น การใช้อุปกรณ์ Active Network Element บางส่วนร่วมกัน เป็นต้น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) รายใหญ่ 1 ใน 3 ราย ได้แก่ ดีแทค, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู
“การลงทุนอุปกรณ์ มีงบลงทุนอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท ซึ่งการทำร่วมกับพันธมิตร จะทำให้ประหยัดงบลงทุนลงกว่า 40% เหลือประมาณ 10,000 ล้านบาท คาดว่าจะเสนอคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 ส่งต่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) จากนั้นเสนอขออนุมัติงบประมาณจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และคาดว่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2563 เริ่มวางโครงข่ายในไตรมาส 3/2563 ใช้เวลาประมาณ 8-10 เดือน โดยในเรื่องพันธมิตรน่าจะได้ข้อสรุปก่อนเสนอ สคช.” พ.อ.สรรพชัย กล่าว
พ.อ.สรรพชัย กล่าวว่า ขณะเดียวกัน บริษัทยังจะร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญให้มาช่วยสนับสนุนด้านการทำตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะด้านดิจิทัลโซลูชั่นอินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที)และสมาร์ทซิตี้ เพื่อพัฒนาการให้บริการให้พร้อมรองรับการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ตามนโยบายของภาครัฐ รวมถึงยังมีภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงดีอีเอส
ส่วนผลการดำเนินงานปี 2562 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 87,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากปี 2561 ที่มีรายได้อยู่ที่ 63,445 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 48,865 ล้านบาท ลดลง 6.6% จากปี 2561 ที่มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 52,336 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 38,668 ล้านบาท (ก่อนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.ตรวจสอบ) เพิ่มขึ้น 248% จากปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 11,109 ล้านบาท
“คาดว่าจะสามารถจ่ายโบนัสจากผลการดำเนินงานงวดปี 2562 ให้แก่พนักงานได้อย่างน้อยจำนวน 5 เดือน ซึ่งเป็นจำนวนโบนัสสูงสุดที่พนักงานแคทเคยได้รับ” พ.อ.สรรพชัย กล่าว
สำหรับความคืบหน้าการควบรวมกิจการระหว่างแคท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด หรือเอ็นที ในวันที่ 4 มีนาคม 2563 จะมีการประชุมคณะทำงานใหญ่ 3 คณะ ได้แก่ ด้านกฎหมาย ด้านบุคลากร และด้านการเงิน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

