นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเปิดโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สดและผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป และพิธีลงนามข้อตกลงการซื้อขาย (MOU) จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นโครงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและผลักดันส่งออกผลไม้ไทย ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอด เซ็นทรัลลาดพร้าว ว่า ครั้งนี้เป็นการพบปะเจรจาซื้อขายระหว่างผู้ประกอบการไทย 70 บริษัท กับผู้ซื้อในต่างประเทศ 45 บริษัท ใน 13 ได้แก่ ญี่ปุ่น อินเดีย สิงคโปร์ จีน เวียดนาม เดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา รัสเซีย เมียนมาร์ ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร สเปน และฝรั่งเศส รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อาทิ ทีมอลล์โกลบอล เครืออาลีบาบา ประเทศจีน บิ๊กบาสเก็ตดอทคอม ประเทศอินเดีย คลังดอทคอม ประเทศกัมพูชา อเมซอนสิงคโปร์ และอื่นๆ จำนวน 14 แพลตฟอร์ม ซึ่งได้เกิดคำสั่งซื้อแล้ว 400 ล้านบาท และคาดมีคำสั่งซื้อต่อเนื่องอีก 1,100 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 1,500 ล้านบาท ทั้งนี้ สินค้าที่ได้รับความสนใจสั่งซื้อ อาทิ ผลไม้สด (ทุเรียน ส้มโอ มะม่วง ลำไย สละ) ผักสด (มะนาว หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบ ข้าวโพดอ่อน พริก) และผลไม้อบแห้งต่างๆ
นายจุรินทร์ กล่าวว่าสำหรับสถานการณ์ราคาผลไม้ นั้น ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน เตรียมเชื่อมโยงตลาดผู้ผลิตและช่องทางจำหน่าย ขอความร่วมมือสายการบินเพิ่มน้ำหนักการหิ้วผลไม้ขึ้นเครื่องสูงสุด 20 กิโลกรัมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงประสานการบินไทยในการส่งเสริมการส่งออกผลไม้ไทยไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นส่วนรองรับผลผลิตไม่ให้เกิดการล้นตลาดและราคาตกต่ำ ซึ่งในปี 2562 ไทยส่งออกผลไม้สด 113,124 ล้านบาท หรือ 3,648 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป 50,606 ล้านบาท หรือ 1,634 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยตลาดส่งออกผลไม้สดสูงสุด 5 ลำดับ ได้แก่ จีน เวียดนาม ฮ่องกง สหรัฐ และอินโดนีเซีย สินค้าที่มียอดส่งออกสูงสุด 3 ลำดับ ได้แก่ ทุเรียน ลำไย และมังคุด และประเทศที่ไทยส่งออกสินค้าผลไม้แปรรูปสูงสุด 5 ลำดับ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ สินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ผลไม้กระป๋อง และน้ำผลไม้
นายจุรินทร์ กล่าวถึงนโยบายนายกรัฐมนตรีห้ามการเดินทางไปต่างประเทศในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น ได้มีการทบทวนเป็นช่วงๆ ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้ก็ได้ยกเลิกนำคณะเอกชนและรัฐไปเยือนแอฟริกาใต้ รวมถึงการนำคณะไปร่วมงานแสดงผลไม้ที่เมืองหนานหนิง ประเทศจีน ในเดือนเมษายน ส่วนประเทศอื่นๆในแผนที่กำหนดไว้ 18 ประเทศ 16 คลิปนั้นจะพิจารณาตามความเหมาะสม โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็ได้ปรับวิธีการใช้ระบบออนไลน์เข้ามาเสริมการเจรจาเพื่อส่งออกมากขึ้น ในส่วนการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่จะมีแผนลงนามในปีนี้เช่น อาร์เซ็ป และเจรจาเอฟทีเอต่างๆ ก็จะยังเดินหน้าหารือและไม่น่าจะกระทบเพราะสามารถเจรจาทางไกลได้
นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า หลังจากมีการระบาดของไวรัสโควิด19 และรัฐบาลในหลายประเทศออกมาตรกรป้องกันต่อเนื่อง รวมถึงไทย ทำให้ชะลอการเดินทางไปเจรจาการค้าระหว่างกัน และเพื่อไม่ให้เกิดการชะงักของการเจรจาการค้า กรมฯได้เพิ่มช่องทางการเจรจาผ่านระบบอิเลคโทรนิกส์มากขึ้นแทนการจัดการแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ นำระบบประชุมทางไกลหรือ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference)) มาใช้ในการเจรจาตข้ามประเทศ การไลน์สดผ่านแพลตฟอร์มในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการจัดอบรมที่มีคนร่วมงานจำนวนมาก ก็ใช้มาเป็นการให้คำปรึกษาผ่านไลน์สด หรือประขุมทางไกล มากขึ้น ซึ่งในเบื้องต้นได้จัดทำกับประเทศที่มีเวลาไม่แตกต่างกับไทยมากนัก เช่น ในอาเซียน เอเชียใต้ จีน อินเดีย เป็นต้น
“ต่อไปเราจะแยกจัดทริปประชุมทางไกลแบบแยกตามภูมิภาค เช่น อาเซียน อเมริกา ยุโรป แอฟริกา เป็นต้น เพื่อให้สะดวกและตรงเป้าหมายมากที่สุด ซึ่งได้นำผู้ประกอบการไทยที่เป็นสมาชิกกรมกว่า 2 หมื่นราย มาคัดเลือกและเปิดสมัครว่าสนใจเจรจากับประเทศใด ก็จะเปิดให้เจรจาเลย ซึ่งได้สร้างความมั่นใจจากผู้ซื้อทั่วโลกว่าเป็นผู้ค้าตัวจริงและไม่เกิดปัญหาแน่นอน วิธีการนี้จะข่วยลดผลกระทบจากโควิดในเรื่องการเดินทางไปเจรจาโดยตรงใม่ได้ ส่วนเรื่องโลจิสติกส์ ก็ขอหารือสายการบินระหว่างประเทศ ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกทางเรือได้ยากขึ้น มาเป็นการส่งออกผ่านสายการบินได้มากขึ้น “ นายสมเด็จ กล่าว

