วันที่ 4 มีนาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบสลับบวก โดยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ 1,375.02 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,376.53 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,378.61 จุด ปรับเพิ่มขึ้น3.59 จุด หรือ 0.26% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,380.82 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,358.24 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 58,551.96 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 722.68 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 2,217.90 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 1,245.94 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศซื้อสุทธิ 249.28 ล้านบาท โดยดัชนีลบสุด 5.80 จุด บวกสุด 16.78 จุด
โดยนายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยกลับมาพลิกบวกปิดได้ หลังจากที่ช่วงเช้าดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในแดนลบ ขณะที่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเป็นภาพทั้งบวกและลบสลับกัน ส่วนดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวกกว่า 500 จุด โดยสาเหตุคาดว่ามาจากการได้รับแรงสนับสนุนจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมนัดพิเศษลง 0.50% สู่ระดับ 1-1.25% เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงกระทรวงการคลัง ยังเตรียมที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับกฎเกณฑ์ของกองทุนรวมเพื่อการออม (เอสเอสเอฟ) ให้เหมือนกับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ที่ได้ยกเลิกไปแล้ว เพื่อเป็นการช่วยเหลือตลาดทุน จีงถือเป็นบรรยากาศเชิงบวกต่อตลาดและสนับสนุนให้ดัชนีดีดปรับตัวขึ้น
นายภราดรกล่าวว่า สำหรับปัจจัยที่ติดตามคือ การประชุมกลุ่มโอเปกในวันที่ 5-6 มกนาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะลดกำลังการผลิตน้ำมันลงเหลือ 6 แสนบาร์เรลต่อวัน การประชุมครม.เศรษฐกิจในวันที่ 6 มีนาคมนี้ โดยกระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการเยียวยาผลกระทบไวรัสโควิด-19 ทั้งมาตรการแจกเงิน ช่วยเหลือเอสเอ็มอี มาตรการภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการ ปรับเกณฑ์เอสเอสเอฟให้เหมือนกับแอลทีเอฟ ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 5 มีนาคมนี้ คาดว่าจะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ส่วนกลยุทธ์ที่แนะนำในการลงทุน ให้เน้นหุ้นที่ปรับฐานลงมาแรงในช่วงที่ผ่านมาและให้ปันผลสูง โดยประเมินแนวรับไว้ที่ระดับ 1,350 จุด และแนวต้านที่ระดับ 1,400 จุด
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่


