นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ช่วงต้นปีที่ผ่านมา อาทิ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การเมือง โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่ จ.นครราชสีมา รวมถึงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง สำนักงาน กสทช. จึงได้สรุปรายงานผลการใช้โซเชียลมีเดีย บนสมาร์ทโฟนผ่านบริการโอเวอร์ เดอะ ท๊อป (โอทีที) ซึ่งปัจจุบันสำนักงาน กสทช. มีการจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมไปแล้ว 140 ล้านเลขหมาย ซึ่งมีเลขหมายที่ใช้งานจริงราว 134 ล้านเลขหมาย
ทั้งนี้ รายงานของแอปพลิเคชันพฤติมาตรของสำนักงาน กสทช. จากการสำรวจผู้ใช้ 2,554 ราย ในจำนวนดาวน์โหลด 7,824 ราย เดือนมกราคม และเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2563 พบว่า ประชาชนมีการใช้งาน 4 แอปพลิเคชัน ได้แก่ เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์, ไลน์ และยูทูป และสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ผ่าน 3 แอปพลิเคชั่น ได้แก่ ลาซาด้า ช้อปปี้ และแกร็บ ซึ่งพบว่า ทุกแอปพลิเคชันมียอดการใช้งานในเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มสูงขึ้นจากเดือนมกราคมเกิน 80% โดยผลสำรวจเป็นการเก็บข้อมูลผู้ใช้งานต่อคน ต่อวัน และต่อเมกะไบต์
โดยประกอบด้วย เดือนมกราคมพบว่า ผู้ใช้งานแอปพลิเคชันพฤติมาตรมียอดการใช้งานเฟซบุ๊ก อยู่ที่ 352.05 เมกะไบต์ ขณะที่ เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 682.29 เมกะไบต์ เพิ่มขึ้น 93.80% ส่วน ทวิตเตอร์ ในเดือนมกราคม มียอดการใช้งานอยู่ที่ 21.47 เมกะไบต์ ขณะที่ เดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 78.68 เมกะไบต์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 266% ด้าน ไลน์ ในเดือนมกราคมมีผู้ใช้งาน 23.95 เมกะไบต์ ขณะที่ เดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 60.96 เมกะไบต์ เพิ่มขึ้น 154.26% ส่วน ยูทูป ในเดือนมกราคม อยู่ที่ 401.28 เมกะไบต์ ขณะที่ เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 731.11 เมกะไบต์ เพิ่มขึ้น 82.19%

สำหรับ ลาซาด้า มียอดใช้งานในเดือนมกราคม อยู่ที่ 3.78 เมกะไบต์ ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 8.37 เมกะไบต์ เพิ่ม 121.52% ส่วน ช้อปปี้ มียอดการใช้งานเดือนมกราคม อยู่ที่ 7.17 เมกะไบต์ ขณะที่ เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 41.48 เมกะไบต์ เพิ่มขึ้น 478.59% และแกร็บ มียอดการใช้งานในเดือนมกราคมอยู่ที่ 1.24 เมกะไบต์ ขณะที่ เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 2.16 เมกะไบต์ เพิ่มขึ้น 74.36%
“สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กลุ่มตัวอย่างผู้ใช้งานแอปพลิเคชันพฤติมาตร มีการใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนระมัดระวังตัว โดยหลีกเลี่ยงพื้นที่ห้างสรรพสินค้า ออกจากบ้านน้อยลง และใช้การติดต่อสื่อสาร การรับชมข้อมูลข่าวสาร ความรู้และความบันเทิงผ่านแอปพลิเคชันมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่อยู่บนออนไลน์มากขึ้น” นายฐากร กล่าว
นายฐากร กล่าวว่า จากการประมูลคลื่นความถี่เพื่อรองรับ 5G เมื่อกุมภาพันธ์ 2563 เป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งที่ทำให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) จำเป็นต้องเปิดให้บริการเร็วขึ้น เพื่อให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า เพราะตามแนวโน้มที่เห็นจากสถิติดังกล่าว พบว่า ความต้องการการบริโภคดาต้าแบนด์วิธจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งจากภาพรวมในเดือนมกราคม พบว่า ผู้บริโภค 1 คนใช้งานดาต้าต่อวันอยู่ที่ 136.6 เมกะไบต์ ขณะที่ เดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้น 88.19% อยู่ที่ 257.06 เมกะไบต์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวมาจากยอดการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนทั้งสิ้น
“เม็ดเงินที่สะพัดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมตั้งแต่มีการประมูลใบอนุญาตในช่วงเปิดบริการระบบ 3G และ 4G อยู่ที่ 456,276.89 ล้านบาท แต่ขณะที่ 5G ทำเงินได้เพิ่มขึ้นอีก 107,557.66 ล้านบาท รวมสำนักงาน กสทช. มีรายได้จากการเปิดประมูลคลื่นความถี่ทั้งหมดอยู่ที่ 563,834.55 ล้านบาท สำหรับผลกระทบในแง่บวกหลังการเปิดบริการระบบ 3G และ 4G ในปี 2562 อยู่ที่ 629,673 ล้านบาท ส่วนในปี 2563 คาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 700,000-800,000 ล้านบาท” นายฐากร กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

