นายปรีดี ดาวฉาย นายกสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่เหมือนในอดีต ไทยเผชิญความยากลำบากคือผลกระทบที่เกิดขึ้นในวงกว้างที่ไม่ใช่วงจรเศรษฐกิจทั่วไป และผลกระทบมีต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ความความยากอีกเรื่องนี้จะจบตรงไหน ดังนั้นจึงเป็นเหตุที่รัฐบอกว่าการออกมาตรการครั้งนี้เป็นครั้งที่ 1 หลังจากนั้นต้องมาประเมินสถานการณ์ว่าจะจบหรือไม่ ถ้าจบด้วยครั้งที่ 1 เป็นเรื่องที่ดีที่สุด แต่ถ้าสถานการณ์ขยายวงกว้างจะดูว่าทำอย่างไรให้ได้ผลดีที่สุด
นายปรีดีกล่าวว่า มตรการออกมาครั้งนี้มี 2 เรื่องหลัก คือจะช่วยผู้ประกอบการอย่างไร และช่วยลูกจ้าง พนักงานอย่างไร เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามไปในวงกว้างมากกว่านี้ ทำให้มาตรการต่างๆ มีความจำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วน ซึ่งการทำให้ประชาชนมีเงินจับจ่ายใช้สอยเพิ่มเป็นเรื่องสำคัญ เอกชนเห็นด้วยกับมาตรการครั้งนี้

นายปรีดีกล่าวว่า ทั้งนี้ในส่วนธนาคารพาณิชย์ ก่อนหน้านี้ธปท. ปรับหลักเกณฑ์เอื้ออำนวยที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ร่วมเข้าไปในการแก้ปัญหา เพราะระบบของธนาคารพาณิชย์ มีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาระบบเศรษฐกิจ เมื่อรัฐสนับสนุนจะเป็นความร่วมมือทำให้ปัญหาจบเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามถ้าไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ต้องมาร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหาต่อไป
นายปรีดีกล่าวว่า ในมาตรการครั้งนี้มีเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งลูกค้าของธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐนั้นมีจำนวนมาก มีลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่ไม่ประสบปัญหายังมีความสามารถชำระหนี้ ดังนั้นการปรับโครงสร้างหนี้คงดูว่าลูกค้าแต่ละรายว่าเจอปัญหารุนแรงแค่ไหน ซึ่งธนาคารแต่ละแห่งจะติดต่อลูกค้าโดยตรง หารือลูกค้าแต่ละคน ถ้ามีปัญหาค่อนข้างมากสามารถชะลอจ่ายเงินต้นสุดสุดถึง 12 เดือน ส่วนภาระดอกเบี้ยต้องพิจารณาว่าประสบปัญหามากน้อยแค่ไหน
ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาครั้งนี้ครอบคลุมผู้ประกอบการและลูกจ้าง น่าจะช่วยแก้ปัญหาแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง เป็นมาตรการเข้าไปช่วยเร่งแก้ปัญหาระยะสั้น
นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มาตรการที่จะออกมาช่วยลดภาระเอสเอ็มอี และลดภาระของประชาชน ทำให้ช่วยชะลอผลกระทบที่เกิดขึ้นได้มาก มาตรการที่นำมาใช้ช่วง 2 เดือนเป็นช่วงวิกฤต ตรงนี้ไม่อยากให้ท้อถอยต้องมองวิกฤตให้เป็นโอกาส

