วันที่ 6 มีนาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ1,390.83 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,364.06 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,364.57 จุด ปรับลดลง 26.26 จุดหรือ 1.89% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,374.20 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,359.75 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่52,201.99 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 1,256.09 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 109.28 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 3,435.56 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ4,800.93 ล้านบาท โดยดัชนีลบน้อยสุด 16.63 จุด ลบสุด 31.08 จุด
โดยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชียเวลท์ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปรับลดลงตามหุ้นอื่นสหรัฐ โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลงกว่า 969.58 จุด หรือ 3.58% ราคาน้ำมันดิบดับบลิวทีไอ ลดลง 88 เซนต์ หรือ 1.9% และราคาทองคำเพิ่มขึ้น 25 เหรียญสหรัฐ หรือ 1.52% โดยสาเหตุมาจากบรรยากาศเชิงลบของไวรัสโควิด-19 ที่กลับมากดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ แบ่งเป็น 1.จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกล่าสุดนับถึงวันที่ 5 มีนาคาม ที่ผ่านมา อยู่ที่ 98,088 ราย และจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกอยู่ที่ 3,356 ราย ขณะที่สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 159 ราย และยอดผู้เสียชีวิตทั่วประเทศอยู่ที่ 11 ราย 2.สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) คาดการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 จะทำให้รายได้ของธุรกิจสายการบินประเภทเครื่องบินโดยสารลดลง 0.63 – 1.13 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2563
ตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก จะสามารถลดผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19ได้ โดยมองว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) อาจจะประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการเงินก่อนกำหนดการประชุมนโยบาย วันที่ 12 มีนาคมนี้ ส่วนธนาคารกลางประเทศอื่นๆในภูมิภาคเริ่มมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินลงเช่นกัน อาทิ ฟิลิปปินส์ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 3.75% ต่อปี มาเลเซีย ปรับลดอัตราดอกเบียนโยบายลง 2 ครั้ง ครั้งคละ 0.25% มาอยู่ที่ 2.50% ต่อปี ออสเตรเลียปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 0.50% ต่อปี โดยต้องติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 มีนาคม 2563 ซึ่งมีความเป็นไปได้มากขึ้นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เหลือ 0.75% จากเดิมอยู่ที่ 1.0%
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่


