นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ครั้งที่ 5/2563 ว่า สำหรับปัญหาความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง ของภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ที่มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงมีความจำเป็นต้องมีการนำน้ำจากจังหวัดใกล้เคียงมาเสริมในระบบเครือข่ายอ่างเก็บน้ำของพื้นที่ อีอีซี
ทั้งนี้ สทนช. ได้บูรณาการหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาโดยได้พิจารณาแบ่งปันน้ำมา จากอ่างเก็บน้ำประแกด จังหวัดจันทบุรี มาเติมให้อ่างเก็บน้ำประแสร์จำนวน 10 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งจะทำให้อ่างเก็บน้ำประแสร์มีปริมาณน้ำเพียงพอที่สนับสนุนพื้นที่การเกษตรและส่งน้ำไปช่วย 3 อ่างเก็บน้ำ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำดอกกราย ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกันเพียง 38 ล้านลบ.ม. และจะทำให้สามารถส่งน้ำให้ภาคอุตสาหกรรมและอุปโภค-บริโภค ในเขตจังหวัดระยองได้จนถึง 30 มิถุนายน 2563
สำหรับ พื้นที่จังหวัดชลบุรี ปัจจุบันใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำบางพระ อ่างเก็บน้ำหนองค้อ และอ่างเก็บน้ำคลองหลวง รัชชโลทรฯ เพื่อให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำสามารถใช้ได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 เช่นเดียวกัน จึงต้องปรับลดการจ่ายน้ำให้กับบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ ดังนั้น ที่ประชุมจึงได้ร่วมหารือกับกรมชลประทานและอีสท์ วอเตอร์ ถึงมาตรการในการเร่งหาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มเติมจากแหล่งน้ำเอกชนอีก 14 ล้านลบ.ม. เข้ามาในระบบเครือข่ายอ่างเก็บน้ำเพื่อทดแทนกับปริมาณน้ำที่ไม่สามารถสูบใช้ได้จากอ่างเก็บน้ำบางพระ
ขณะที่ กรมชลฯ อยู่ในระหว่างการดำเนินการเจรจากับเอกชนเจ้าของแหล่งน้ำดังกล่าว ในส่วนพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ใช้น้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาเข้ามาเสริมในระบบประปาฝั่งขวาของแม่น้ำบางปะกง ส่วนฝั่งซ้ายของแม่น้ำนั้นใช้น้ำจากอ่างคลองสียัดและอ่างคลองระบมเป็นหลัก ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 รัฐบาลได้อนุมัติงบกลางเพิ่มเติมในการดำเนินการวางระบบประปาหนองกลางดง-พัทยา จังหวัดชลบุรี ใช้เวลาในการดำเนินการ 120 วัน ประกอบกับ ทุกภาคส่วนได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการดำเนินงานต่างๆ โดยเฉพาะทางจังหวัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานงาน รวมไปถึงความร่วมมือในการลดการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม ทำให้ทุกมาตรการดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมหารือถึงการเตรียมส่งน้ำให้พื้นที่ทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 265,000 ไร่ ซึ่งจะมีการจัดสรรน้ำจากเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ประมาณ 300 ล้านลบ.ม. เพื่อเริ่มการเพาะปลูกข้าวนาปี ในวันที่ 1 เมษายน 2563 เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา เพื่อช่วยให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ และใช้เป็นพื้นที่แก้มลิงรองรับน้ำหลากในช่วงดือนกันยายนถึงตุลาคมต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

