นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของ ผู้บริโภคเดือน มิ.ย. 2559 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน มิ.ย. อยู่ที่ระดับ 71.6 ปรับตัวลดลง จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 72.6 เป็นการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และต่ำสุดในรอบ 25 เดือน ( 2 ปี 1 เดือน) นับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2557 แสดงให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจการจ้างงานยังไม่ฟื้นตัวนัก และดัชนีความเชื่อมั่น ของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ในอนาคต ปรับตัว ลดลงอยู่ที่ดับ 79.5 ต่ำสุดในรอบ 10 เดือน นับตั้งแต่เดือนก.ย. 2558 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ระดับ 60.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม อยู่ที่ระดับ 66.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ ในอนาคตอยู่ที่ 87.6
อย่างไรก็ตาม โอกาสในการหางานทำ ดัชนีโดยรวม อยู่ที่ระดับ 66.5 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และต่ำสุดในรอบ 25 เดือน นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2557 ซึ่งจากการสำรวจ ผู้บริโภคเห็นว่าโอกาสในการหางานทำโดยรวมอยู่ในระดับที่ดี 55.6% ปานกลาง 55.4% และแย่ 39.0% โดยผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นเกี่ยวกับภาวะการจ้างงานโดยรวม และโอกาสในการหางานทำ ทั้งนี้หากพิจารณาตัวเลข อัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ยังพบด้วยว่ามีตัวเลข ที่สูงขึ้นต่อเนื่องมา 5 ปี โดยปี 2554 อยู่ที่ 0.679% ปี 2555 อยู่ที่ 0.657% ปี 2556 อยู่ที่ 0.7 2% ปี 2557 อยู่ที่ 0.836% ปี 2558 อยู่ที่ 0.883% และในปี 2559 ณ เดือนพฤษภาคม อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.2% ขณะที่ปี 2552 อัตราการว่างงานอยู่ระดับ 1.489% และปี 2553 อยู่ที่ 0.041%
“อัตราการว่างงานมีภาพของการขยายตัวขึ้น หลังจากอยู่ในระดับต่ำกว่า 1% ต่อเนื่องมาหลายปี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังมีความเข้มแข็งพอและยัง ไม่พบสัญญาณการเลิกจ้าง แต่ยอดการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นมาเกิดจากการไม่มีการจ้างงานใหม่ ทำให้คนว่างงาน ส่วนใหญ่เป็นบัณฑิตจบใหม่”
สำหรับกรณีที่โตโยต้า ให้พนักงานกว่า 800 คน สมัครใจลาออกนั้น มองว่าเกิดจากผลประกอบการ ที่อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงต้องปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ และคนงานส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงานที่ไม่มีทักษะฝีมือสูง หากต้องปรับเพิ่มกำลังการผลิตก็ยังสามารถรับเพิ่มได้ไม่ยาก ซึ่งถือว่ายังเป็นสถานการณ์ไม่น่ากังวล
อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์พยากรณ์ฯ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 3-3.5% เป็น 2.7-3.2% โดยการส่งออกลดลงเป็นติดลบ 2-0% ภายใต้สมมุติฐานที่ยังไม่รวมภัยก่อการร้าย อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้หรือไตรมาสสุดท้ายของปีงานประมาณ ภาครัฐควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ งบลงทุนและงบค้างท่อทั้งหลายให้ออกมาโดยเร็ว รวมทั้งงบขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น หรืออปท. ที่จะต้องเร่งกระจายออกมาสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น รวมทั้งควรต้องเร่งเสริมสร้างความมั่นคง และความปลอดภัยเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบ ต่อการท่องเที่ยวของไทย

