ที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อทำงานเชิงรุกและรับมือในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 จำนวน 43 ราย ประกอบด้วย สมาคมการค้า บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และห้างค้าปลีก ว่า หลังจากสั่งการให้กรมการค้าภายในทำการติดตามสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคในสถานการณ์ที่ไทยเผชิญกับปัญหาโควิด-19 ซึ่งขณะนี้เพื่อเตรียมการรองรับมาตรการที่รัฐบาลให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายจำนวนหนึ่งกับพี่น้องประชาชน ที่จะเสนอเข้า ครม.ในวันที่ 10 มีนาคมนี้ อาจทำให้ความต้องการสินค้าบริโภคเพิ่มขึ้น
นายจุรินทร์กล่าวว่า จากข้อมูลของบริษัทผู้ผลิตสินค้าที่มาร่วมประชุม แจ้งว่าปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 70% แสดงว่าผู้ประกอบการยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และมีกำลังการผลิตเหลือเพียงพอที่จะเร่งผลิตเพิ่มอีก 30% ที่เหลือเพื่อให้สินค้าเพียงพอต่อความต้องการต่อไป อาทิ ข้าวถุง เจลล้างมือ อาหารสำเร็จรูปและสินค้าอื่นๆ เช่น สบู่เหลว กระดาษทิชชู เป็นต้น พร้อมกับกำชับให้กรมการค้าภายในติดตามผลการดำเนินงานของเอกชน ซึ่งพบว่าบางสินค้ามีความต้องการสูงขึ้นและสั่งซื้อผ่านออนไลน์มากขึ้น จึงต้องกำชับให้ดูแลไม่ให้เกิดสินค้าขาดแคลน
“เอกชนยืนยันว่าสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน มีสินค้าเพียงพอแน่นอน บางรายเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตด้วย และยืนยันวิกฤตโควิด-19 ยังไม่รุนแรงเท่าช่วงวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 แน่นอน ฉะนั้น ขอประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก สินค้าไม่ขาดตลาดอย่างแน่นอน” นายจุรินทร์กล่าว
นายจุรินทร์กล่าวอีกว่า อีกเรื่องคือ หน้ากากอนามัย ขณะนี้สถานการณ์การผลิตหน้ากากอนามัยที่มีสีเขียวที่เราใช้กันอยู่เราสามารถผลิตได้เดือนละ 36 ล้านชิ้นต่อเดือน จาก 11 โรงงาน หรือเฉลี่ยวันละ 1.2 ล้านชิ้น โดยตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคมเป็นต้นมา ทางศูนย์บริหารจัดการหน้ากากอนามัย ที่มีตัวแทนจากภาครัฐและการแพทย์ จะพิจารณาจัดสรรตามความเหมาะสม อาทิ สถานพยาบาลทั่วประเทศวันละ 700,000 ชิ้น อีก 500,000 ชิ้น จัดสรรและกระจายผ่านช่องทางสู่ประชาชน ส่วนกระจาย 700,000 ชิ้น กระจายไปองค์การเภสัชกรรม 430,000 ชิ้น สถานพยาบาลเอกชน 140,000 ชิ้น โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย เช่น รพ.ศิริราช รพ.รามาธิบดี เป็นต้น 60,000 ชิ้น และโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 70,000 ชิ้น
สำหรับวันที่ 7 มีนาคม ศูนย์กระจายหน้ากากได้ตกลงกระจายตัวเลขหน้ากากที่ใกล้เคียงกับของเดิม คือ องค์การเภสัช 430,000 ชิ้น โรงพยาบาลเอกชน/คลินิกเอกชน 140,000 ชิ้น โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย 60,000 ชิ้น โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครอีก 55000 ชิ้น เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ได้มีการออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ 3 ฉบับ ควบคุมทั้งผู้ผลิตผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออก กำหนดจำหน่ายหน้ากากอนามัยราคาไม่เกินชิ้นละ 2.50 บาท สำหรับทั่วไป และบางส่วนจำหน่ายตามต้นทุนแท้จริง และ3 ประกาศเจลล้างมือเป็นสินค้าควบคุมแล้ว โดยล่าสุดดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดขายเกินราคาแล้ว 89 ราย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 43 รายที่เข้าประชุม ได้แก่ ตัวแทนจาก 9 สมาคมการค้า ได้แก่ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสาเร็จรูป สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุง สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้ผลิตไก่ เพื่อส่งออกไทย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยา แผนปัจจุบัน และสมาคมผู้วิจัยและผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ และ ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคอีก 22 ราย ใน 5 หมวดสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน และห้างสรรพสินค้า 6 ราย โดยภาคเอกชน เช่น บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), บริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน คอนซูเมอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ข้าวแสนดี จำกัด, บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), บริษัท กรีนสปอร์ต จำกัด, บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด, บริษัท แลตตาซอย จำกัด, บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด, บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน), บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด, บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน), สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุง, สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป, สมาคมผู้ค้าปลีกไทย และบริษัท 3 เอ็ม ประเทศไทย จำกัด เป็นต้น
นางณัฏฐินี เนตรอำไพ ผู้จัดการอาวุโสส่วนองค์กรและสื่อมวลชนสัมพันธ์ บริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า บริษัทยืนยันทั้งการผลิตและจำหน่ายอาหารสำเร็จรูป รวมถึงของใช้ เช่น สบู่ น้ำยาซักผ้า สินค้าจำเป็นเพื่อการฆ่าเชื้อ บริษัทเตรียมพร้อมในการขยายการผลิตเพื่อสนองตอบความต้องการของประชาชนเรียบร้อยแล้ว หากมีความต้องการเพิ่มขึ้น และไม่เกิดการขาดแคลนแน่นอน
“พร้อมในการออกผลิตภัณฑ์เจลล้างมือขนาดเล็ก เพื่อประชาชนสามารถพกพานำไปใช้ได้และพร้อมในการหาบรรจุภัณฑ์และวัตถุดิบมาผลิตเพิ่มเติมจึงขอให้ประชาชนมั่นใจในส่วนของสบู่เหลวยูนิลีเวอร์ได้ขยายกำลังการผลิตเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีอยู่หลายแบนรวมทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีสารต่อต้านแบคทีเรียโดยมีการขยายกำลังการผลิต เพิ่มขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัว ”
นายฉัตรชัย ดวงรัตนพันธ์ ที่ปรึกษาสมาคมค้าปลีกไทย กล่าวว่า ร้านค้าปลีกไทย ยืนยันว่าสินค้ายังไม่ขาดตอนและยังสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก ทำให้การขาดแคลนที่เหมือนกับการขาดแคนตอนน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ยังไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากเราไม่ได้ประสบกับปัญหาการขนส่ง จึงเชื่อว่าสินค้าสามารถถูกขนส่งมายังมือพี่น้องประชาชนได้อย่างไม่มีปัญหาซึ่ง ขณะนี้สินค้าก็ยังมีพร้อมโดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคตามบ้าน ขอให้ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง
ขณะที่นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งค้าปลีกไทย กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าสินค้าไม่ขาดแคลนและมีสินค้าเต็มอยู่ทุกที่
<img class=”alignleft” src=”https://qr-official.line.me/sid/M/wob1371z.png” width=”117″ height=”117″ />

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

