นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมไมซ์ในชุมชน จึงมีแนวคิดในการดึงเอกชนลงพื้นที่สัมผัสประสบการณ์ตรง เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจไทยผ่านแคมเปญ “ประชุมเมืองไทย ภูมิใจช่วยชาติ” ประเดิมที่ชุมชนตะเคียนเตี้ย จังหวัดชลบุรี เพื่อสัมผัสวิถีชุมชนแบบดั้งเดิมกลางดงมะพร้าวแหล่งสุดท้ายแห่งภาคตะวันออก มุ่งสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริหารนำการจัดประชุมสัมมนา ฝึกอบรม การเดินทางเป็นรางวัลให้พนักงาน ซึ่งที่ผ่านมาทางทีเส็บได้ร่วมกับชุมชนตะเคียนเตี้ยเข้ามาปรับให้มีมาตรฐานสำหรับรองรับการจัดงานประชุม รวมทั้งเพิ่มทักษะในเรื่องของการบริหารจัดการ ซึ่งทางชุมชนสนใจที่จะเรียนรู้ต่อยอดการทำกาแฟราดกะทิมะพร้าวซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ อยากมีความรู้เทคนิคการชงกาแฟของบาริสต้าที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อนำมาต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชนและเปิดร้านกาแฟให้บริการผู้มาเยือนในวันเสาร์-อาทิตย์ นำมาสู่กิจกรรมการนำคณะผู้บริหารมาสัมผัสประสบการณ์การจัดกิจกรรมไมซ์ หรือ การประชุมสัมมนา ฝึกอบรม การสร้างทีมบิวดิ้ง กิจกรรมนอกสถานที่ การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล และกิจกรรมซีเอสอาร์ในครั้งนี้ ภายใต้แคมเปญ “ประชุมเมืองไทย ภูมิใจช่วยชาติ” เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายของภาครัฐและเอกชนกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมและกระจายรายได้สู่ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล
นายจิรุตถ์กล่าวว่า สำหรับชุมชนตะเคียนเตี้ยได้รับคัดเลือกจากทีเส็บให้เป็นหนึ่งในโครงการ เส้นทางสายไมซ์ หรือ Thailand 7 MICE Magnificent Themes ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ของทีเส็บเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ โดยมุ่งเน้นพัฒนาพื้นที่เพื่อเพิ่มและยกระดับสถานที่จัดงาน รวมถึงเพิ่มกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับการจัดงานไมซ์ ซึ่งปัจจุบันเส้นทางสายไมซ์มีครอบคลุม 14 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบไปด้วย 5 เมืองไมซ์ซิตี้ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ตและขอนแก่น และเมืองรองเชื่อมโยง 9 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร อุดรธานี เชียงราย ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา สงขลา และนครศรีธรรมราช โดยร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา รวมถึงชุมชนในพื้นที่ บูรณาการพัฒนาธุรกิจไมซ์ในจังหวัดดังกล่าวร่วมกัน สร้างความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์ของธุรกิจไมซ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
นางวันดี ประกอบธรรม ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนตะเคียนเตี้ย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในชุมชนจะมีกาแฟร้อนใส่กะทิ แต่กว่าจะได้กินต้องสั่งล่วงหน้า 3 วัน ตอนนี้ทีเส็บได้มาเปิดร้านกาแฟให้กับชุมชนและยังสอนเทคนิกการชงกาแฟให้ด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้ที่เดินทางเข้ามาทำกิจกรรมไมซ์หรือท่องเที่ยวในชุมชนตะเคียนเตี้ยสามารถดื่มกาแฟได้ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ สำหรับซิกเนเจอร์ของร้าน Coco Coffee by บ้านตะเคียนเตี้ย คือ กาแฟเย็นน้ำมะพร้าว
นายวรกฤต สกุลเลี่ยว กล่าวว่า เดิมชาวบ้านทำกาแฟโดยไม่รู้เรื่องการคำนวณช็อตหรือสัดส่วนกาแฟ รสชาติก็จะไม่คงที่ เราก็มาสอนชาวบ้านให้มีความรู้เรื่องกาแฟก่อน และการใช้อุปกรณ์อย่างเหมาะสม เพื่อให้กาแฟมีมาตรฐาน สูตรที่เอามาสอนชาวบ้านจะเป็นสูตรกาแฟเย็น เพราะในตลาดส่วนใหญ่ขายกาแฟเย็นได้มากกว่ากาแฟร้อน กาแฟเย็นน้ำมะพร้าวที่นี่จะมีความพิเศษ คือ ชุมชนมีมะพร้าวอยู่แล้ว เราจะใช้มะพร้าวเผาแท้ๆ ซึ่งปัจจุบันในตลาดเหลือน้อย ส่วนมากจะเป็นมะพร้าวต้ม จะไม่มีกลิ่นหอมของมะพร้าวเผา ส่วนมะพร้าวเผาของที่นี่จะหวานหอม ถือเป็นการต่อยอดด้วยการนำวัตถุดิบของชุมชนมาใช้ประโยชน์

