วันที่ 10 มีนาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนบวก โดยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ1,255.94 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,285.08 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,271.25 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 15.31 จุดหรือ 1.22% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,285.65 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,258.70 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่74,686.23 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายสุทธิ 3,246.62 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 153.89 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 7,237.94 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ซื้อสุทธิ 3,837.43 ล้านบาท โดยดัชนีบวกน้อยสุด 2.76 จุด บวกมากสุด 115.26 จุด
โดยนายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ปิดตัวในแดนบวก โดยดัชนีดีดตัวขึ้น (รีบาวด์) 1.22% ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับตลาดหุ้นอื่นมนเอเชียที่บวกเฉลี่ย 2% รวมถึงตลาดหุ้นยุโรปที่บวกแล้วกว่า 3% ซึ่งแรงสนับสนุนหลักมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของหลายๆ อาทิ สหรัฐจะมีการใช้มาตรการทางภาษีเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากไวรัสโควิด-19 ส่วนในประเทศไทยมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งถือเป็นแรงบวกกับตลาดหุ้นได้ โดยเชื่อว่าตลาดหุ้นในเอเชียจะได้อานิสงค์เชิงบวกจากดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์เพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยกดดันยังเป็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง โดยมีสาเหตุมาจากการที่ซาอุดิอาระเบียได้เปิดเกมสงครามราคาน้ำมันก่อน เนื่องจากการประชุมโอเปกที่ผ่านมา รัสเซียมีความลังเลจนทำให้การประชุมจบลงด้วยความล้มเหลว ซึ่งประเมินว่ทรัสเซียก็น่าจะไม่กลับมาจับมือกับซาอุฯ และพยายามแข่งขันในการเพิ่มกำลังการผลิตออกมา จึงน่าเป็นห่วงว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงต่อเนื่อง เพราะมีซัพพลายมากขึ้น จากในช่สง 3 ปีที่ผ่านมา มีการช่วยกันปรับลดกำลังการผลิตลง จึงประเมินว่าทิศทางราคาน้ำมันจะยังลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้จากหุ้นกลุ่มพลังงานยังอยู่ในแดนลบ นำโดยปตทสผ. พีทีทีจีซี เป็นตัวที่แดงสวนกับตลาดที่ดีดตัวขึ้น
นายวิจิตรกล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยคาดว่าจะยังคงแกว่งตัวไซด์เวย์ออกด้านข้าง แม้ว่าดัชนีหุ้นอาจจะเคลื่อนไหวกลับขึ้นมาได้ แต่ยังติดกรอบดัชนีที่ระดับ 1,300 จุดอยู่ จึงมองว่าท้ายสุดแล้วน่าจะย่อตัวลงอีกครั้ง เนื่องจากมองว่าปัจจัยเสี่ยงยังมีอยู่ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่จะวิ่งกลับไปหาตัวเลข 40 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรลดูแล้วน่าลำบาก ซึ่งคาดว่าในระยะสั้นน่าจะเคลื่อนไหวแกว่งตัวในระดับ 30-40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลไปจนกว่าซาอุฯและรัสเซียจะตกลงกันได้ หรือปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันลงอีกครั้ง โดยในตอนนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่าน่ากลัวแล้ว แต่ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบและสร้างความน่ากลัวมากกว่า สำหรับกลยุทธ์ที่แนะนำในการลงทุน คนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ให้หยุดการลงทุนก่อน เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงวิกฤตแล้ว และคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าช่วงไหนจะเข้าสู่วิกฤต ทั้งที่วิกฤตมันเกิดขึ้นแล้ว จึงอยากให้ชะลอการลงทุน ก่อน ส่วนคนที่รับความเสี่ยงได้ ให้เลือกลงทุนในหุ้นรายตัวแบบคัดเน้นๆ จริงๆ เพราะในโซนที่ราคาตอนนี้โดนกระแทกลงมาต่ำแล้ว สามารถเข้าซื้อเก็งกำไรในระยะสั้นได้ แต่ในระยะยาวยังไม่แนะนำ เนื่องจากโควิด-19 ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของความรุนแรงในการแพร่ระบาดทำให้จุดต่ำสุดของตลาดยังมาไม่ถึง
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่


