“จีเอ็มเอ็ม มิวสิค” โชว์ผลงานปี 62 รายได้พุ่งปรี๊ดกว่า 4 พันล้าน โตสุดรอบ 10 ปี ลุยต่อบันไดขั้น 2 แห่งความสำเร็จ

11.03.20 | 15:04 น.

นายภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2562 บริษัทมีผลประกอบการทำรายได้รวมสูงถึง 4,014 ล้านบาท มากที่สุดในรอบ 10 ปี สามารถฝ่าวิกฤตและสร้างการเจริญเติบโตแบบสวนกระแส ขณะที่กำไรอยู่ที่ 472 ล้านบาท คิดเป็น 13.2% โดย 3 กลุ่มธุรกิจหลักสำคัญที่ถือได้ว่าเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญของแหล่งรายได้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งชี้ถึงโอกาสของการเจริญเติบโตในระยะยาว ประกอบด้วย ธุรกิจ Digital Music เติบโตสูงถึง 31% และมียอดรายรับสูงที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งแผนก ทะลุ 1 พันล้านบาทเป็นครั้งแรกโดยมีรายรับที่ 1,123 ล้านบาท ธุรกิจ Showbiz เติบโตขึ้น 36% มีอัตราการเจริญเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มธุรกิจเพลง โดยมียอดรายรับที่ 524 ล้านบาท และธุรกิจการบริหารลิขสิทธิ์ เติบโตขึ้น 25% และมียอดรายรับที่ 313 ล้านบาท สูงที่สุดตั้งแต่ได้ทำการบริหารจัดการ

สำหรับสัดส่วนรายได้ของธุรกิจต่างๆทั้งหมดของ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ในปี 2562 นอกจากธุรกิจหลัก 3 กลุ่มที่เอ่ยไปแล้ว ยังมี ธุรกิจ Sponsorship & Artist Management มีรายได้ 1,408 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35% ของธุรกิจ ธุรกิจ Trading มีรายได้ 301 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 7% ของธุรกิจ และธุรกิจ อื่นๆ มีรายได้ 345 ล้านบาท คิดเป็นส่ดส่วน 9% ของธุรกิจ

นายภาวิต กล่าวถึงความสำเร็จดังกล่าว เพราะวางแผนยุทธศาสตร์ไว้ล่วงหน้า เป็นบันได 3 ขั้น โดยขั้นที่ 1 ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วดูได้จากผลประกอบการปี 2562 ซึ่งบันไดขั้นที่ 1 ที่บริษัทดำเนินการ แบ่งเป็น Restructure (การปรับโครงสร้าง) เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนฐานธุรกิจ ซึ่งจะต้องมีการปรับโครงสร้างที่ถูกต้องและมีผู้คนที่ถูกต้องในการปรับโครงสร้าง ซึ่งการปรับนี้ไม่ได้แปลว่าเห็นคนใหม่ดีกว่าคนเก่า แต่การปรับโครงสร้างคือการสร้างความร่วมมือระหว่างความเชี่ยวชาญเดิมและความเชี่ยวชาญใหม่เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด มี Function ที่ชัดเจนเอื้อต่อยุทธศาสตร์ทางธุรกิจและสามารถเดินร่วมกันไปสู่ความสำเร็จที่เป็นไปได้

Refocus (การทำสิ่งเดียวให้ดีที่สุด) เป็นการส่งเสริมและจัดระบบให้ทีมงานทำในสิ่งที่สำคัญและขับเคลื่อนองค์กร โฟกัสสิ่งเดียวทำให้ดีที่สุด เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อไม่ให้ธุรกิจเดินทางคลาดเคลื่อนจากเป้าหมายที่วางไว้

Restabilize (การสร้างเสถียรภาพของรายได้) ในการปรับโครงสร้างองค์กร เราต้องมั่นใจว่าเราจะต้องมีเสถียรภาพทางด้านรายได้และกำไรที่เติบโตเดินเคียงคู่กันอย่างมั่นคง การบริหารธุรกิจที่มีอยู่ให้เติบโตและการหาแหล่งรายได้ใหม่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้อง Balance มีการวัดผลที่ชัดเจน เหมือนที่ได้เห็นการเติบโตของธุรกิจ Digital Music ธุรกิจ Showbiz และธุรกิจการบริหารลิขสิทธิ์

Advertisement

นายภาวิตกล่าวว่า ส่วนบันไดขั้น 2 จะเป็นแผนแม่บทขับเคลื่อนธุรกิจในอีก 5 ปี (2563-2568) ด้วย 7 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.New Content Strategy & New Artist Development ด้วยการผลักดันให้อุตสาหกรรมเพลงมีความคึกคัก เจริญก้าวหน้า และสามารถมอบความสุขให้กับสังคม โดยนโยบาย 5 ปีต่อจากนี้จะเน้น 2 เรื่องหลักคือ New Content Strategy การสร้างศิลปินและแนวเพลงให้มีประสิทธิภาพทุกหมวดหมู่ ครอบคลุมทุก Segment การลงทุนทำ Full album จะถูกนำกลับมาทำอย่างเต็มรูปแบบ ทุกแนวเพลงดนตรี แบ่งเป็น Mega album และ Digital album ซึ่งไม่ยึดติดการทำแต่ศิลปินเฉพาะในจีเอ็มเอ็ม มิวสิต แต่หมายถึงความสามารถในการร่วมมือได้กับศิลปินทุกค่าย เป็น Business Model และNew Artist Development การสร้างศิลปินใหม่ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท เพื่อ Recruit Develop และออก Album ให้กับศิลปินรุ่นใหม่ซึ่งมีแผนถึงความสามารถแสดงผลงานได้ในระดับสากล

นายภาวิต กล่าวว่า กลยุทธ์ที่ 2.Showbiz Expansion คือขยายธุรกิจ Showbiz อย่างไร้ขีดจำกัด แบ่งเป็น 4 รูปแบบของการขยาย ได้แก่ ขยายธุรกิจ Music Festival ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ยุทธศาสตร์ ทุกภาค ทั่วประเทศ ขยายธุรกิจ Solo Concert ครอบคลุมทั้งศิลปินปัจจุบันที่มีความพร้อม ศิลปินหน้าใหม่ที่ต้องการโอกาสและศิลปินกลุ่มโทรที่มีแฟนคลับเหนียวแน่น ขยายธุรกิจ Theme Concert ด้วยการร่วมมือกับ Creator ใหม่ๆที่มาจากอุตสาหกรรมต่างๆที่หลากหลาย ขยายธุรกิจสู่การเป็น Promoter ในการจัด International Showbiz ในประเทศไทย

กลยุทธ์ที่ 3.Artist Product การสร้างผลิตภัณฑ์สินค้าของศิลปิน โดยศิลปินเป็นเจ้าของแท้จริง ขณะที่จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เป็นผู้ลงทุน ซึ่งจะทำการเปิดตัวบริษัทใหม่ในเร็วๆนี้ โดยการสร้างผลิตภัณฑ์จะโฟกัสเฉพาะศิลปินที่อยู่ภายใต้สังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาได้ทดลองออกสินค้าศิลปินไปแล้ว 1 ตัวเมื่อปีที่ผ่านมาและประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม และปีนี้จะต่อยอดความสำเร็จอย่างต่อเนื่องโดยการออกสินค้าใหม่อีก 4SKUs (ประเภทสินค้า) คาดว่าการเติบโตของธุรกิจประเภทนี้จะสามารถทำตัวเลข 9 หลัก ได้ภายใน 2 ปี

กลยุทธ์ที่ 4.Industry Aggregation โดยรวบรวมพันธมิตรในวงการเพลงเพื่อสร้างประโยชน์ทางรายได้จากทุกช่องทางการค้าร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ช่องทาง Digital Platform, Karaoke Platform หรือการสร้างโปรเจกต์ร่วมกัน กลยุทธ์ที่ 5.Media Partnership ปีนี้จะร่วมมือกับสื่อชั้นนำทั่วประเทศแบบครบวงจร รวมถึง Platform รายใหญ่เพื่อการขยายฐานการเข้าถึงและการรับรู้ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สื่อทีวี, สื่อวิทยุ, สื่อ Outdoor และสื่อโรงภาพยนตร์ กลยุทธ์ที่ 6.M&A (Mergers & Acquisitions) เป็นแผนยุทธศาสตร์การเข้าซื้อกิจการที่สามารถสร้างโอกาสเพื่อการเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดทางธุรกิจ โดยบริษัทมีเป้าหมายที่ชัดเจนในอุตสาหกรรมต่างๆที่จะเข้าซื้อภายในระยะเวลา 5 ปีต่อจากนี้

และกลยุทธ์ที่ 7.Data Creativity จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ได้พัฒนาเรื่องของการทำ Data และมีทีม Data Scientist ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจเพลงโดยเฉพาะ โดยมองเรื่องของ Data ในมุมของความสร้างสรรค์มากกว่าแค่สถิติและความเป็นไปได้ สามารถหยิบเรื่องของ Data มาสร้างสรรค์โอกาสในการทำการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง โดยจีเอ็มเอ็ม มิวสิค กำลังเดินหน้าสู่การทำ Personalization เพื่อทำให้เกิด New Product Experience มากขึ้น โดย Data จะทำให้เข้าใจและวิเคราะห์ความเชื่อมโยงต่อการตัดสินใจซื้อของแฟนคลับ รวมถึงเรื่องพฤติกรรมของแฟนคลับที่ชื่นชอบศิลปินมากกว่า 1 คน หรือ Brand สินค้าและ Media ที่แฟนคลับศิลปินชื่นชอบ จึงทำให้เกิดประโยชน์และก่อให้เกิดการซื้อขายทั้งระบบการค้า

“ถึงแม้วันนี้เราจะมียอดการเจริญเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่อง แต่จะไม่ประมาท เพราะคุณไพบูลย์ (ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด) ได้ย้ำถึงหลักคิดหนึ่งที่ว่า “อย่าผูกขาดรสนิยม อย่าย่ามใจในความสำเร็จ” สิ่งที่เราเฝ้าระวังจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ Disruption หรือเรื่องธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของ “คน” เราเป็น People Business จะสำเร็จได้ล้วนต้องมีคนเก่งอยู่รอบตัวที่มีความสามารถ มีแรงใจ มีความกระหาย บริษัทจะมีความเป็นเลิศได้ ทุกยุทธศาสตร์ที่วางไว้เป็นแค่เพียงความคิด คำพูด หรือเพียง Presentation ในห้องประชุมเท่านั้น เป้าหมายจะสำเร็จลุล่วงได้ต้องมีคนที่มีความสามารถลงมือทำ ฉะนั้น ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นจึงไม่ใช่แค่ความสำเร็จของบริษัท แต่เป็นความสำเร็จของคนทุกคนในบริษัทต่างหาก เราจึงจะดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน” นายภาวิตกล่าวทิ้งท้าย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน