นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึงการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรถือเป็นกรมหารายได้เข้ารัฐสูงสุดมีสัดส่วนกว่า 80% ของรายได้รัฐบาลว่า กรมสรรพากรอยู่ระหว่างทำตัวเลขผลกระทบต่อเศรษฐกิจและโควิด -19 เพื่อหารือกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดเป้าหมายการจัดเก็บภาษีของกรมปีนี้ลง จากเดิมในปีงบ 2563 รับเป้าหมายจัดเก็บไว้ที่ 2.116 ล้านล้านบาท แต่ขณะนี้คงยากที่จะถึงเป้าหมายดังกล่าว ล่าสุดรัฐบาลมีมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจและประชาชนที่กระทบจากโควิด-19 รวม 5 มาตรการ คาดว่ากระทบต่อรายได้ของกรมสรรพากรกว่า 1.65 แสนล้านบาท
“ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณการจัดเก็บภาษีลดลง โดยในเดือนกุมภาพันธ์การจัดเก็บรายได้ของกรมติดลบ 1,377 ล้านบาท เป็นผลมาจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) ติดลบ แม้ช่วงทำให้ 5 เดือนแรกปีงบ 2563 ยังเกินเป้าหมาย 2,454 ล้านบาท แต่เป็นบุญเก่าที่จัดเก็บรายได้เกินมาตั้งแต่ต้นปี โดยในช่วงที่เหลือของปีกรมคงต้องเหนื่อยหน่อยกับการจัดเก็บภาษี แต่จะพยายามไม่ต่ำว่าปีงบ 2562 ที่จัดเก็บได้ 2.009 ล้านล้านบาท” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับรายละเอียดของมาตรการภาษีที่ช่วยเหลือโควิดประกอบด้วย 1.มาตรการคืนสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาด้วยการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย จาก เดิม 3% เหลือ 1.5% ตั้งแต่วันที่ วันที่ 1เมษายน2563-วันที่ 30 กันยายน 2563 และลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย เหลือ 2% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563-วันที่ 31 ธันวาคม2564 มีข้อแม้คือต้อง ในส่วนที่ 2 ต้องดำเนินการผ่านระบบการหักภาษี ณ ที่จ่ายทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) คาดว่ามาตรการนี้กระทบการจัดเก็บรายได้กรมช่วยเดือนเมษายน 2563-ธันวาคม 2564 ประมาณ 8.7 หมื่นล้านล้านบาท
2.มาตรการภาษีเพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของผู้ประกอบการ ให้เอสเอ็มอีกู้เงินซอฟท์ 1.5 แสนล้านบาท สามารถรายจ่ายนำดอกเบี้ย มาหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ในวันที่ 1 เมษายน 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 คาดว่าทำให้กรมสูญเสียรายได้ประมาณ 500 ล้านบาท
3.มาตรการส่งเสริมเสถียรภาพของการจ้างงานช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยเอสเอ็มอีสามารถหักรายจ่ายได้ 3 เท่า สำหรับรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าจ้างของเดือนเมษายน 2563 ถึงเดือนกรกฎาคม 2563 ให้แก่ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมและได้รับค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยต้องคงการจ้างงานในช่วงดังกล่าวไว้ไม่น้อยกว่าจำนวนลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตน ณ วันสุดท้ายของเดือนธันวาคม 2562 ซึ่งพบว่าลูกจ้างค่าจ้างไม่เกิน 15,000 ต่อเดือนมีประมาณ 7-8 ล้านคน ถ้านายจ้างนำมาใช้สิทธิ์หักค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนทำให้กรมสูญเสียรายได้ประมาณ 6.4 หมื่นล้านบาท
4.มาตรการเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ โดยพิจารณาคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการส่งออกที่ดี กรณียื่นแบบ ภ.พ.30 ทางอินเทอร์เน็ตจะได้รับคืนภายใน 15 วัน และกรณียื่นแบบ ภ.พ.30 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาจะได้รับคืนภายใน 45 วัน
5.มาตรการสร้างความเชื่อมั่นในระบบตลาดทุน โดยให้ประชาชนทั่วไปหักลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ที่มีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 2 แสนบาท โดยแยกจากวงเงินหักลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนใน SSF กรณีปกติ และไม่อยู่ภายใต้เพดานวงเงินหักลดหย่อนรวมในกองทุนเพื่อการเกษียณทั้งหมดกำหนดไว้ 5 แสนบาท โดยต้องซื้อระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2563 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งมาตรการนี้จะทำให้กรมฯสูญเสียรายได้ประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ประเมินว่าจะมีผู้เสียภาษีมาใช้สิทธิ์ลดหย่อนกว่า 4 แสนคน คิดเป็นเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนดังกล่าวประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท

