นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ปกติธนาคารปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าหมายว่าจะมียอดสินเชื่อเพิ่มสุทธิ ณ สิ้นปีที่ 8 หมื่นล้านบาท แต่ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้ธนาคารประเมินว่า สินเชื่อเพิ่มสุทธิ ณ สิ้นปีน่าจะลดลงเหลือ 6 หมื่นล้านบาท เดิมธนาคารออมสิน วิเคราะห์ว่าผลกระทบจากโควิด-19 กระทบต่อเศรษฐกิจไทย 3 เดือน หรือกระทบต่อจีดีพีราว 0.4 % แต่ล่าสุดอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 6 เดือน หรือกระทบต่อจีดีพีราว 1 % โดยธนาคารออมสินตั้งเป้าสินเชื่อเท่ากับ 1.5 เท่าของจีดีพี ซึ่งเมื่อจีดีพี ลดต่ำลงจาก 3-3.5% ลงเหลือ 2-2.4% ทำให้เป้าสินเชื่อของธนาคารปรับตัวลดลงด้วย
นายชาติชาย กล่าวว่า ในกรณีที่เกิดสถานการณ์โรคระบาด และมีการชัดดาวน์ ธนาคารออมสิน ได้ฝึกสอนแผนธุรกิจรับมือ ที่เป็นการดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นกรณีเกิดการจลาจล ภัยพิบัติทางธรรมชาติเช่นน้ำท่วม ซึ่งธนาคารได้ฝึกซ้อมรับภัยดังกล่าวมาแล้ว แต่กรณีเกิดวิกฤตโรคระบาด ยังไม่เคยเตรียมซ้อมในเรื่องนี้ แต่ล่าสุดเตรียมพร้อมไว้โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งธนาคารมีศูนย์คอมพิวเตอร์อยู่ 3 แห่งใหญ่ ดังนั้นในกรณีเกิดดรคระบาดรุนแรง เราจำเป็นต้องดูแลความปลอดภัยของ คนในศูนย์คอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ต่อเนื่อง ปัจจุบันผู้ใช้บริการของธนาคาร 86 % ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และเพียง 14 % เท่านั้นที่ยังเป็นระบบแมนนวล
นายชาติชายกล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือลูกค้าของธนาคารนั้น ธนาคารได้ออกมาตรการพักการชำระเงินต้น 2 ปี ,คืนดอกเบี้ยให้ลูกค้า 20 % ของดอกเบี้ยที่ชำระ และระยะเวลาการชำระหนี้ไม่เกิน 4 ปี คาดว่าจะมีลูกค้าเข้าโครงการนี้ 10 – 30 % ของจำนวนลูกค้าสินเชื่อของธนาคารที่มีทั้งหมด 11 ล้านราย เป็นวงเงินสินเชื่อรวม 2.2 ล้านล้านบาท หากลูกค้าสินเชื่อเข้าโครงการช่วยเหลือดังกล่าว 10 % จะคิดเป็นลูกค้าสินเชื่อราว 1.1 ล้านราย แต่หากลูกค้าเข้าโครงการมากถึง 30 % ของจำนวนลูกค้าสินเชื่อทั้งหมด จะถือว่าเป็นขั้นที่เป็นปัญหารุนแรง ซึ่งจนถึง 13 มีนาคมนี้ มีลูกค้าขอเข้ามาตรการดังกล่าวของธนาคารแล้ว 8,954 ราย คิดเป็นมูลหนี้ประมาณ 3 พันกว่าล้านบาท
นายชาติชาย กล่าวว่า สำหรับโครงการซอฟท์โลนวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการนั้น โดยธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้ธนาคารพาณิชย์ในอัตรา 0.01 % และธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ลูกค้า ในอัตรา 2 % โดยปล่อยกู้ต่อรายไม่เกิน 20 ล้านบาท ทั้งนี้กระทรวงการคลัง จะเป็นผู้แบ่งโควต้าสินเชื่อในโครงการนี้ให้กับธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง
ส่วนโครงการช่วยเหลือผู้ที่เป็นหนี้บัตรเครดิต โดยธนาคารได้ทำโครงการรีไฟแนนซ์ สินเชื่อบัตรเครดิต โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 8.5 %ต่อปี ปัจจุบันมีผู้ยื่นขอรีไฟแนนซ์แล้ว 3 หมื่นราย คิดเป็นวงเงิน 3 พันล้านบาท

