หน้าแรก เศรษฐกิจ หุ้นพลิกฟื้น ...

หุ้นพลิกฟื้น บวก 14.00 จุด แต่ดัชนีลงลึกแตะระดับ 969.08 จุด

13.03.20 | 17:25 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันที่ 13 มีนาคม 2563 ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบสลับบวก โดยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ 1,114.91 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,103.96 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,128.91 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 14.00 จุด หรือ 1.26% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,164.16 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 969.08 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 119,303.38 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 10,816.03 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 728.38 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 7,620.16 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ขายสุทธิ 2,467.50 ล้านบาท โดยดัชนีบวกมากสุด 49.25 จุด ลบมากสุด 145.83 จุด

โดยนายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยฟื้นขึ้นมาปิดตัวในแดนบวก หลังจากที่ตลาดปรับตัวลดลงรุนแรงในช่วงเช้า สาเหตุหลักคาดว่ามาจากการที่นักลงทุนอยู่ในภาวะตื่นตระหนก (เแพนิค) ตามดัชนีในตลาดต่างประเทศที่ปรับลดลง โดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ที่ปรับลดลงกว่า 2,000 จุด ซึ่งหากรวมการปรับตัวลงของดาวโจนส์ 2 วัน จะลดลงกว่า 15% ไม่แตกต่างจากตลาดหุ้นอื่นในเอเซียที่ปรับลดลงกว่า 10% เกือบทุกตลาด

“ช่วงเช้านักลงทุนกังวลดัชนีหุ้นต่างประเทศสูงมาก เมื่อเปิดตลาดหุ้นไทยมา จึงแย่งกันขายจนต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายเป็นการชั่วคราวกรณี (เซอร์กิตเบรกเกอร์) 1 ครั้ง ทั้งที่เพิ่งเปิดตลาดมาได้ไม่กี่นาทีเท่านั้น หลังจากพักการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 30 นาที ถัดมาเมื่อเปิดซื้อขายตามปกติ ก็ยังมีแรงขายอยู่ ทำให้ดัชนีลดลงต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อดัชนีดาวโจนส์เริ่มฟื้นเป็นบวกได้ ตลาดก็ทยอยปรับตัวขึ้น” นายมงคลกล่าว

นายมงคลกล่าวว่า ส่วนในภาคบ่ายตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้มีการปรับเกณฑ์การขายหุ้นโดยไม่มีในมือ (ชอร์ตเซล) ออกมา ซึ่งช่วยให้นักลงทุนเบาใจขึ้น และมองว่าตลท.เริ่มออกมาตรการมาช่วยแล้ว จึงสนับสนุนให้ดัชนีปรับตัวขึ้น ถือเป็นบรรยากาศในเชิงบวกให้กับตลาด แต่ก็ยังมีความผันผวนอยู่ เพราะภาพยังคงเคลื่อนไหวลบสลับบวก โดยหุ้นที่ปรับบวกขึ้นแรงๆ ก็เป็นตัวที่ปรับลดลงลึกในช่วงที่ผ่านมา อาทิ เอโอที ปตท. ปตทสผ. กัลฟ์ แอดวานซ์

นายมงคลกล่าวว่า ทิศทางต่อไปจะต้องดูตลาดหุ้นต่างประเทศเป็นหลัก เพราะตลาดต่างประเทศเป็นตัวชี้นำตลาดหุ้นไทย รวมถึงต้องติดตามมาตรการเพิ่มเติม ที่จะออกมาทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย อาทิ จีน ที่ประกาศปรับลดดอกเบี้ยอัตราเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) จาก 1.5% เหลือ 1% ซึ่งจะทำให้ธนาคารนำเงินไปปล่อยกู้ได้มากขึ้น พร้อมกับการอัดฉีดเงินเข้าระบบกว่า 80,000 ล้านบาทด้วย

Advertisement

“ส่วนสัปดาห์ถัดไป ประเมินว่าแรงขายหุ้นในประเทศและต่างประเทศมีมากแล้วในช่วงที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าหากไม่มีปัจจัยใหม่ๆ หรือปัจจัยเดิมเข้ามากระทบหนัก ดัชนีจะไม่ลงลึกกว่านี้ และอาจจะทยอยปรับตัวขึ้นได้ สำหรับกลยุทธ์ที่แนะนำในการลงทุนคือ รอตลาดขยับตัวสูงขึ้น ค่อยทยอยลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี หรือหุ้นที่ปรับลดลงลึกๆ ในช่วงก่อนหน้านี้ โดยหากตลาดสามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 2 วันได้ ก็เป็นโอกาสในการเข้าซื้อครั้งใหม่” นายมงคลกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน