หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘หยวนต้า’ มอง...

‘หยวนต้า’ มองหุ้นไทยผันผวนต่อ แต่ยังน่าสนใจกว่าทองคำ เหตุหุ้นมีปันผล-ฟื้นตัวได้ก่อน

15.03.20 | 11:58 น.

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ จนถึงเดือนปลายมีนาคม 2563 ยังคงผันผวนต่อเนื่องมากพอสมควร เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยุโรปและสหรัฐยังเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง รวมถึงในประเทศเองก็พบจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งด้วยเช่นกัน ทำให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังเป็นเรื่องที่กดดันตลาดหุ้นไทยสูงมาก โดยเมื่อมีการประกาศเข้าระยะที่ 3 เชื่อว่าอาจควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสได้บ้าง เนื่องจากหากประกาศเข้าระยะ 3 แล้ว เครื่องมือหรือสรรพกำลังต่างๆ น่าจะเข้าไปอยู่กับการจัดการควบคุมเชื้อมากที่สุด

“โควิด-19 เป็นปัจจัยหลักในการกดดันหุ้นไทย แต่หากไทยประกาศเข้าสู่ระยะที่ 3 แล้ว มองว่าไม่ใช่จุดที่น่ากลัว เพราะที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแรงกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค เป็นเพราะยังไม่รู้ว่าโรคระบาดจะเข้าสู่ระยะ 3 เมื่อใด ซึ่งเมื่อรู้แล้วภาพมันจะกลับหัวทันที เนื่องจากเมื่อเข้าสู่ระยะ 3 งบประมาณทั้งหมด คนทุกคนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข จะต้องเข้ามาช่วยเพื่อควบคุมการแพร่เชื้อให้เร็วที่สุด ซึ่งจะทำให้การแพร่ระบาดเร่งตัวขึ้นในช่วงแรก แต่จะลดลงรวดเร็วในช่วงท้าย เหมือนเกาหลีใต้ที่เกิดขึ้น จึงประเมินว่าการเข้าสู่ระยะ 3 ของโรค ไม่ได้ทำให้หุ้นปรับลดลง แต่ทำให้ความกังวลเริ่มทยอยหมดไป” นายณัฐพลกล่าว

นายณัฐพลกล่าวว่า ในแง่ของโอกาสปรับตัวลดลง (ดาวน์ไซด์) ดัชนีหุ้นไทยมีการปรับลดลงบ้าง แม้อาจมีการปรับตัวฟื้นขึ้นได้บ้าง เพราะตลาดหุ้นทั้งไทยและทั่วโลก ปรับตัวลดลงลึกมากในช่วงที่ผ่านมา หลังจากนี้อาจมีจังหวะปรับตัวลดลงอีก แต่จากการที่ดัชนีหุ้นปรับลดระดับลงไปทดสอบบริเวณ 960 จุด ในวันศุกร์ที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ประเมินว่าระดับดังกล่าว น่าจะใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดของดัชนีหุ้นไทยแล้ว โดยอาจเห็นจุดต่ำสุดใหม่ใกล้เคียงกับระดับ 960 จุดได้อีกเล็กน้อย แต่ยังเชื่อว่าดัชนีไม่น่าจะปรับลดลงหลุด 900 จุดไป ในส่วนของตลาดหุ้นสหรัฐ ก็ขึ้นอยู่กับดัชนีหุ้นของต่างประเทศด้วยว่า จะปรับลดลงแตะระดับ 10% อีกหรือไม่ ซึ่งหากประเมินจากการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบของแทบทุกธนาคารกลางทั่วโลก การถูกโอบอุ้มอยู่ ก็น่าจะยากที่จะปรับลดลงเป็นหลัก 10% เหมือนที่ผ่านมา จึงไม่ได้มองว่าจะเลวร้ายมากขนาดนั้น

นายณัฐพลกล่าวว่า ทิศทางราคาน้ำมัน ขณะนี้มีการแข่งขันผลิตน้ำมันแบบถึงที่สุด ซึ่งธรรมชาติของน้ำมัน ยังไม่ค่อยน่าเป็นห่วงมากนัก เพราะเป็นเรื่องของดีมานด์และซัพพลาย ที่หากราคาน้ำมันปรับลดลงกว่าราคาต้นทุน แหล่งผลิตก็ไม่สามารถผลิตได้ ก็ต้องหยุดผลิตไปแค่นั้น มันก็จะเป็นการลดซัพพลายในตลาดไปในตัวอยู่แล้ว เรื่องน้ำมันจึงยังไม่ได้น่าเป็นห่วง เสถียรภาพของราคาน่าจะปรับดีขึ้นได้ต่อไป

นายณัฐพลกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มราคาทองคำ ในระยะสั้นน่าจะอยู่ในกรอบแคบๆ เพราะว่าทองกับหุ้นจะแตกต่างกัน ในส่วนของหุ้นมีปันผล มีกระแสเงินสดที่ชัดเจนมากกว่า แต่ทองคำขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียว ซึ่งในส่วนของราคาหุ้นในขณะนี้ก็ปรับลดลง และมีความน่าสนใจมากกว่าทอง โดยหากสนใจเรื่องการดีดตัวขึ้น (รีบาวด์) ในสัปดาห์ถัดไป สหรัฐและยุโรปจะมีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้กระแสเงินจะวิ่งเข้าสู่ตลาดหุ้นก่อน หุ้นจึงจะฟื้นตัวนำขึ้นไปก่อน ส่วนทองคำหากปรับลดลงมาลึกๆ โดยธรรมชาติจะไม่ฟื้นตัวเร็ว เพราะจะต้องใช้เวลาในการสร้างฐานราคาอยู่พอสมควร จึงประเมินว่าในระยะสั้นทองคำยังไม่น่าสนใจ รอให้มีการพักฐานเสร็จก่อน จึงจะน่าสนใจมากขึ้น โดยทองคำจากที่เคยให้ถือในสัดส่วน 20% ของการลงทุนทั้งหมด ลดลงเหลือ 10% แทน จุดซื้อที่น่าสนใจคือ 1,450-1,480 เหรียญสหรัฐ หมายความว่าอาจเห็นราคาทองคำไทยลดลงอีก 400-500 บาท ซึ่งก็เป็นจุดที่สามารถทยอยสะสมได้

Advertisement

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน