นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยขยายพื้นที่เป็นวงกว้างมากขึ้น ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีมาตรการระยะเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้ส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคติดไวรัสโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด
นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงดีอีเอส ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้เล็งเห็นว่า หนึ่งในข้อปฏิบัติที่สำคัญในการควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 คือ การเน้นย้ำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนที่มีผู้คนหนาแน่น ซึ่งอาจทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการออกไปจับจ่ายสิ่งของจำเป็น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภค บริโภค กระทรวงดีอีเอส จึงมีนโยบายในการสนับสนุนให้ประชาชนจับจ่ายสินค้าอุปโภค บริโภคที่สำคัญผ่านร้านค้าออนไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงการรับเชื้อจากการออกไปซื้อของนอกบ้าน และได้มอบหมายให้ไปรษณีย์ไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานในการกำกับดูแลที่มีศักยภาพในด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมทั้งเป็นหน่วยงานที่มีมาตรการในการรับมือไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัดตลอดเส้นการให้บริการ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ ดูแลประชาชน พร้อมขนส่งสิ่งของให้ถึงมือคนไทยทุกคนด้วยราคาประหยัด และปลอดภัย อีกทั้งกำชับให้การปฏิบัติงานในทุกขั้นตอนของไปรษณีย์ไทย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการลูกค้า มีมาตรการป้องกัน ติดตาม เฝ้าระวังอย่างรัดกุม เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยอย่างสูงสุด
นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ปณท ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดีอีเอส และเป็นหน่วยงานที่ให้บริการหลักในด้านการขนส่งโลจิสติกส์ ขานรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และกระทรวงดีอีเอส เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถซื้อขายสินค้าจำเป็น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภค บริโภคผ่านร้านค้าออนไลน์ได้โดยไม่ต้องออกจากบ้านในสถานการณ์การที่ไวรัสโควิด-19 แพร่กระจายมากขึ้น อีกทั้งเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก ไปรษณีย์ไทยจึงออกบริการยิ้มสู้-19 ส่งสิ่งของเหมาจ่ายราคาประหยัด อัตราค่าบริการชิ้นละ 19 บาทราคาเดียว น้ำหนักสิ่งของฝากส่งสูงสุดไม่เกิน 1 กิโลกรัมต่อชิ้น จัดส่งสิ่งของถึงปลายทางภายใน 2-5 วันทำการ สามารถติดตามสถานะสิ่งของได้ พร้อมความคุ้มครองสูงสุด 1,000 บาทต่อชิ้น อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับบริการเก็บเงินปลายทาง (ซีโอดี) โดยวงเงินเรียกเก็บ ณ ที่อยู่ผู้รับไม่เกิน 30,000 บาทต่อชิ้น พร้อมเอสเอ็มเอสแจ้งผู้รับปลายทางได้ โดยคิดค่าบริการบวกเพิ่มอีก 10 บาทต่อชิ้น ซึ่งจะเรียกเก็บจากสินค้าที่เก็บเงินได้แล้วเท่านั้น สามารถใช้บริการได้ทุกที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม – 30 เมษายน 2563
นายก่อกิจ กล่าวว่า นอกจากบริการยิ้มสู้-19 ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคผ่านร้านค้าออนไลน์โดยไม่ต้องกังวลกับค่าส่ง และไม่ต้องออกไปในพื้นที่แออัดที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อแล้ว ไปรษณีย์ไทยยังพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมีมาตรการในการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 ในทุกขั้นตอนของไปรษณีย์ไทย โดยทำความสะอาดจุดสัมผัสทุก 30 นาที มีเจลล้างมือให้บริการทุกที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบนไปรษณียภัณฑ์ทุกชิ้นที่มีต้นทางจากต่างประเทศ เจ้าหน้าที่นำจ่ายตรวจร่างกายทุกวันก่อนออกปฏิบัติงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการทุกคน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

