นายภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจ ท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) เปิดเผยว่า ทิศทางภาคการท่องเที่ยว ขณะนี้ต้องดูสถานการณ์เป็นรายวัน เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่สามารถควบคุมได้ จากเดิมที่ประเมินไว้เบื้องต้นว่า ภายในเดือนเมษายน 2563 การควบคุมของโรคน่าจะสามารถควบคุมได้และอยู่ในวงจำกัดแล้ว แต่ขณะนี้การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ดูทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้มองว่าเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ น่าจะยังไม่ดีขึ้น จึงมองว่าโควิด-19 จะสร้างผลกระทบยาวไปถึงไตรมาส 2 ของปี 2563 ทำให้คาดหวังว่าบรรยากาศจะดีขึ้นได้ยาก
“ประเมินสงการนต์ปีนี้เงียบเหงามาก แม้ภาครัฐจะขอความร่วมมือในการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ แต่ดูจะเป็นไปได้ยาก เพราะประชาชนส่วนใหญ่กังวลการติดเชื้อ ทำให้นอกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหายไปป 100% แล้ว นักท่องเที่ยวไทยจะหายไป 60% ซึ่งเดิมที่คาดว่าจะเที่ยว 167 ล้านคนครั้ง ทำได้ไม่ถึงครั้งแน่นอน โดยจะทำให้สูญเสียรายได้ในภาคการท่องเที่ยวกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่จะหายไปในช่วงไตรมาสแรกของปีเท่านั้น แต่หากกินเวลาไปถึงสงกรานต์ และล่วงเลยไปทั้งไตรมาส 2 ก็จะทำให้เม็ดเงินสูญหายไป 2 เท่า ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาทแน่นอน” นายภูริวัจน์กล่าว
นายภูริวัจน์กล่าวว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาของภาครัฐที่ออกมาแล้วนั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาตรการทางการเงินต่างๆ เบื้องต้นถือว่าออกมาใช้ได้ แต่ต้องดูในส่วนของเนื้อหาและรายละเอียด ว่าภาคการท่องเที่ยวได้ประโยชน์จากมาตรการเหล่านี้มากน้อยเท่าใด และภาครัฐจะดำเนินการประสานกับบรรดาธนาคารพาณิชย์ได้รวดเร็วขนาดไหน ซึ่งขณะนี้ก็รอให้ภาครัฐกระจายเรื่องลงไปยังธนาคารต่างๆ เพื่อให้หากเอกชนไปดำเนินการด้านการเงิน จะได้เข้าใจตรงกันและมีข้อมูลชุดเดียวกันทั้ง 2 ฝ่าย
นายภูริวัจน์กล่าวว่า หลังจากสามารถควบคุมโรคระบาดได้แล้ว ภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวภายใน 1-2 เดือนหลังจากนั้น แต่ในช่วงที่ยังไม่สามารถคุมโรคได้ ก็อยากให้ภาครัฐหันมาดำเนินการในด้านการดูแลแหล่งท่องเที่ยว ฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งหมด ทั้งแหล่งท่องเที่ยว ทรัพยากรธรรมชาติ ร้านอาหาร โรงแรมที่พัก และการขนส่งคมนาคมด้วย ต่อจากนั้นก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เพื่อให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมาขับเคลื่อนรายได้ได้เหมือนเดิม
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่


