วันที่ 16 มีนาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ1,128.91 จุด ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 1,066.74 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,046.08 จุด ปรับลดลง 82.83 จุดหรือ 7.34% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,105.20 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,043.79 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่68,179.25 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 10,816.03 ล้านบาท นักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 728.38 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 7,620.16 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปในประเทศ ขายสุทธิ 2,467.50 ล้านบาท โดยดัชนีลบน้อยสุด 23.71 จุด ลบมากสุด 85.12 จุด
โดยนายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยผันผวนหนักมาก หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สร้างความแปลกใจให้ตลาดด้วยการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะสั้นลงสู่ระดับ 0% และเพิ่มวงเงินของนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณการเงิน (คิวอี) เป็น 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งถือเป็นการเทจนหมดตักแล้ว ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลเพิ่มขึ้นว่า สถานการณ์จะเลวร้ายมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากสหรัฐต้องออกแพคเกจชุดใหญ่มาเพื่อกระตุ้น ซึ่งต่อจากนี้ กระสุนที่สหรัฐมีอยู่ในมือน่าจะเหลือน้อยลง และการกระตุ้นหรืออัดฉีดมาตรการอะไรออกมา น่าจะทำได้ยากขึ้น
นายณัฐพลกล่าวว่า ขณะนี้เริ่มเห็นธนาคารกลางในประเทศต่างๆ หลายแห่งจัดประชุมฉุกเฉิน เพื่อเสริมสภาพคล่องเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิตโลก แต่คงทำได้ยาก เนื่องจากภาพรวมตัวเลขการติดเชื้อโควิด-19 ที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญของต่างประเทศ ยังเป็นปัจจัยหลักในการกดดันตลาด ส่วนตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงมากกว่าตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน มาจากการที่รัฐบาลยังไม่ประกาศระดับความรุนแรงของโควิด-19 เข้าสู่ระดับ 3 โดยกระทรวงสาธารณสุขออกมายืนยันว่า สถานการณ์ในตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินหรือเข้าระยะ 3 แต่ต้องมีการควบคุมในระดับที่เข้มข้นขึ้น จึงคาดว่าอาจพอเอาอยู่ได้ โดยมอง 2 มุมมองคือ ประกาศภาวะฉุกเฉินไปเลย เพื่อให้จบทีเดียว หรือหากไม่ประกาศแล้วยื้อต่อไป ก็ต้องมั่นใจว่าสามารถควบคุมได้ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลยังไม่ประกาศเข้าระดับ 3 ก็อาจเพราะมองว่าสิ่งที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้สามารถเอาอยู่ เพียงแต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการของภาครัฐเท่านั้น
“การเอาจริงเอาจังของภาครัฐ ที่เพิ่มมาตรการต่างๆ และเรียกประชุมอย่างต่อเนื่อง น่าจะทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่ปรับตัวลดลงต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค โดยบรรยากาศการลงทุนในขณะนี้ ข่าวดีที่มีออกไปหมดแล้ว ทำให้ระยะสั้นหากยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน ดัชนีหุ้นก็คงเคลื่อนไหวผันผวนต่อเนื่อง แต่เชื่อว่าระดับดัชนีที่ทำจุดต่ำสุดในช่วงที่ผ่านมา น่าจะใกล้เคียงจุดต่ำสุดจริงๆ ได้แล้ว ทำให้ระดับ 900 จุด บวกลบไม่น่าจะหลุดได้ สำหรับกลยุทธ์ที่แนะนำในการลงทุนคือ ช่วงนี้เริ่มเห็นการกักตุนสินค้าในระยะสั้น เพราะคนตื่นตระหนกมาก รวมถึงในระยะถัดไปความหวังในการพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะหวังไม่ขึ้นแล้ว เชื่อว่ารัฐบาลน่าจะหันมากระตุ้นการบริโภคในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีกับหุ้นกลุ่มเกษตรและอาหาร รวมถีงค้าปลีก หลักๆ อาทิ ซีพีออลล์ ซีพีเอฟ แม็คโคร รวมถึงหุ้นปันผลสูง ที่ราคาในปัจจุบันลดลงมาในระดับที่น่าสนใจแล้ว อาทิ ดีไอเอส ทิสโก้” นายณัฐพลกล่าว
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่


