หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘บลจ.ทิสโก้’ ...

‘บลจ.ทิสโก้’ แนะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส หลังหุ้นไทยลงแรงกว่าพื้นฐาน ชี้เป็นจังหวะลงทุนหุ้นปันผลสูง

17.03.20 | 17:38 น.

นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด และที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้จำกัด เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงมากกว่า 30%  สาเหตุมาจากการรับข่าวความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ปัจจุบันหุ้นไทยซื้อขายในระดับอัตราส่วนราคาต่อกำไร (พีอี) อยู่ที่ประมาณ 11-12 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างมาก รวมถึงการซื้อขายยังต่ำกว่าตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในระยะนี้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ยังคงทยอยประกาศจ่ายเงินปันผลออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะเริ่มขึ้นเครื่องหมายเตือนก่อนจ่ายเงินปันผล (เอ็กซ์ดี) ในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งราคาหุ้นที่ลดลงส่งผลให้อัตราการจ่ายปันผลของตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.5% สูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีประมาณ 3% จึงมองเป็นโอกาสในการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากเชื่อว่าผลกระทบจากโควิ-19 จะเป็นปัจจัยระยะสั้น เมื่อเห็นสัญญาณที่ประเทศต่างๆ สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ หรือสามารถคิดค้นวัคซีนเพื่อมาสร้างภูมิคุ้มกันได้ จะทำให้ตลาดปรับตัวขึ้นแรง   

ราคาหุ้นไทยที่ปรับลดลง ส่งผลให้อัตราการจ่ายเงินปันผลย้อนหลัง 12 เดือนของหุ้นไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.5% โดยกลุ่มที่ปันผลสูงอย่างโดดเด่นมากที่สุด คือ กลุ่มธนาคาร อยู่ที่ประมาณ 7% รองลงมาคือกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อยู่ที่ 5.5% กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค อยู่ที่ 5% โดยเหล่าบจ.จะเริ่มทยอยประกาศจ่ายปันผล และขึ้นเครื่องหมายเอ็กซ์ดีตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้ ขณะที่ค่าพีอีลดลงมาต่ำกว่า 12 เท่า และอัตราส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนของตลาดต่อดัชนีหุ้นไทย ลบด้วยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ10 ปี สูงประมาณ 8% ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับที่ต่ำมากในปัจจุบันนายสาห์รัชกล่าว 

นายสาห์รัชกล่าวว่า เพื่อเป็นการจับจังหวะการลงทุนให้กับลูกค้า บลจ.ทิสโก้จึงเสนอขาย กองทุนเปิด ทิสโก้ ไทย อิควิตี้ ทริกเกอร์ 5M#5 (TEQT5M5) ความเสี่ยงระดับ 6 (ความเสี่ยงสูง) ตั้งเป้าหมายเลิกโครงการเมื่อหน่วยลงทุนมีมูลค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 10.50 บาท/หน่วยภายในระยะเวลา 5 เดือน หรือ เวลาใดเวลาหนึ่งหลังจากเปิดให้ผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ ซึ่งการกำหนดเป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทนของกองทุน ผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ในช่วงระยะเวลา 5 เดือนแรก ดังนั้น หากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก และเป้าหมายดังกล่าวเป็นเป้าหมายก่อนหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง โดยเปิดเสนอขายครั้งแรกตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2563 มูลค่าจองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท โดยการปรับตัวลดลงของดัชนีหุ้นไทย นอกจากจะเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการออกกองทุนทริกเกอร์แล้ว ยังมองว่าราคาหุ้นในปัจจุบันเหมาะสำหรับการเข้าลงทุนเพื่อการออมระยะยาว จึงมีแผนที่จะนำเสนอขายกองทุนรวมเพื่อการออม (เอสเอสเอฟ) ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกการออมให้กับนักลงทุนในเร็วๆ นี้อีกด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

Advertisement