หน้าแรก เศรษฐกิจ เทรนด์บจ.ตั้ง...

เทรนด์บจ.ตั้งโต๊ะซื้อหุ้นคืน หวังพยุงราคา โบรกฯเชื่อช่วยอะไรได้ไม่มาก

18.03.20 | 17:03 น.

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบทำให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนหนัก นักลงทุนเทขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยง และมองว่าถือเงินสดในมือน่าจะปลอดภัยมากที่สุด โดยพบว่าตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน มีหุ้นของหลายบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ปรับลดลงมากกว่าพื้นฐานของธุรกิจ สาเหตุเพราะนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยง จึงเห็นภาพของการออกมาประกาศซื้อหุ้นคืนของบจ. จำนวนมาก ที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยหากเปรียบเทียบกับอดีตที่ผ่านมา ไม่มีครั้งใดที่บจ.ออกมาตั้งโต๊ะซื้อหุ้นคืนมากเท่าครั้งนี้ แม้จะไม่มีสถิติ แต่หากประเมินตามเทรนด์ที่ทยอยออกมาต่อเนื่อง เชื่อว่ามีมากกว่าผ่านมา เพราะในอดีตคงยังไม่มีการใช้วิธีซื้อหุ้นคืน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นเหมือนในปัจจุบัน เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้ราคาหุ้นส่วนใหญ่ ปรับลดลงต่ำกว่ามูลค่าความจริงเยอะมาก

“ในเชิงของการที่บจ.ออกมาซื้อหุ้นคืน จะสามารถพยุงตลาดได้มากหรือน้อยเพียงใด มองว่าคงช่วยไม่ได้มากขนาดนั้น แต่เป็นสัญญาณหนึ่งของภาพรวมบริษัทที่อยู่ในธุรกิจใดธุรกิจกิจหนึ่ง เทียบราคาหุ้นปัจจุบันกับพื้นฐาน ราคาหุ้นน่าจะทิ้งตัวลงมาแรงเกินไป จึงมีการตั้งวงเงินซื้อหุ้นคืน ซึ่งทุกอย่างเป็นการเปิดวงเงิน แต่หากราคาหุ้นสามารถปรับตัวขึ้นไปได้ ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องซื้อหุ้นคืนทั้งหมดเต็มจำนวนเงินที่ตั้งไว้ และจริงๆ เม็ดเงินที่ตั้งกันไว้ก็ไม่ได้ใหญ่มาก หากเทียบกับราคาหุ้นที่ทิ้งตัวลงมา ซึ่งน่าจะช่วยในเชิงบรรยากาศการลงทุนมากกว่า เพราะความจริงการที่บจ.จะซื้อหุ้นคืน ต้องดูในเชิงของธุรกิจด้วย เนื่องจากในอดีตก็มีการประกาศซื้อหุ้นคืนหลายตัว แต่ราคาก็ยังไม่ได้ถึงจุดต่ำสุด เนื่องจากการซื้อหุ้นคืนไม่ได้สะท้อนให้เห็นว่าราคาหุ้นนั้นๆ จะถึงจุดต่ำสุด เพราะราคาหุ้นขึ้นอยู่กับภาวะปัจจัยในภาพรวมด้วย” นายวิจิตรกล่าว

นายวิจิตรกล่าวว่า ในบริเวณดัชนีหุ้นที่ระดับ 1,000 จุด หรือลดลงต่ำกว่านี้ มองเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนสะสมแล้ว หลังจากที่เคยขึ้นไปที่ 1,600 จุด ลดลงมากว่า 30% ทำให้หุ้นแต่ตัวราคาแทบจะกลับไปอยู่ในระดับวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ หรือ วิกฤติแฮมเบอเกอร์ในช่วงปี 2551 ทำให้หากลงทุนที่มีเงินเย็น สามารถถือครองหุ้นที่ซื้อได้ในระยะ 1 ปีต่อจากนี้ ก็เป็นจุดน่าสนใจในการเข้าซื้อ ซึ่งความจริงอาจจะไม่ต้องถือยาวขนาดนั้น เพราะเชื่อว่าหากโควิด-19 ผ่านการระบาดแบบรุนแรงสูงสุดไปแล้ว ก็น่าจะทำให้ดัชนีหุ้นดึงกลับได้ค่อนข้างเร็ว โดยเชื่อว่าโซนนี้เป็นโซนซื้อแล้ว แต่ต้องถือยาวได้ ส่วนโอกาสที่จะเห็นดัชนีหลุดระดับ 1,000 จุดหรือไม่ ก็มีโอกาสเห็นได้ เพราะการที่ดัชนีจะลดลง 50 จุด ไม่ได้เกิดขึ้นยากแล้วในปัจจุบัน แต่เชื่อว่าจุดต่ำสุดน่าจะใกล้เคียงกับระดับ 969.08.จุด ที่ดัชนีปรับลดลงไปแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทที่ประกาศซื้อหุ้นคืนรวม 60,000 ล้านบาท เบื้องต้น ได้แก่
1.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีบี (SCB) สัดส่วนต่อหุ้นชำระแล้ว/จำหน่ายแล้ว 4% วงเงินมูลค่า 16,000 ล้านบาท
2.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีออลล์ (CPALL) สัดส่วนต่อหุ้นชำระแล้ว/จำหน่ายแล้ว 2% วงเงินมูลค่า 13,000 ล้านบาท
3.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด ( มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ (CPF) สัดส่วนต่อหุ้นชำระแล้ว/จำหน่ายแล้ว 4.7% วงเงินมูลค่า 10,000 ล้านบาท
4.บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีแคป (TCAP) สัดส่วนต่อหุ้นชำระแล้ว/จำหน่ายแล้ว 8.3% วงเงินมูลค่า 6,000 ล้านบาท
5.บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น (CPN) สัดส่วนต่อหุ้นชำระแล้ว/จำหน่ายแล้ว 1.7% วงเงินมูลค่า 5,000 ล้านบาท
6.บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ ซีเค (CK) สัดส่วนต่อหุ้นชำระแล้ว/จำหน่ายแล้ว 10% วงเงินมูลค่า 3,000 ล้านบาท
7.บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ (TU) สัดส่วนต่อหุ้นชำระแล้ว/จำหน่ายแล้ว 4.2% วงเงินมูลค่า 3,000 ล้านบาท
8.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ บ้านปู (BANPU) สัดส่วนต่อหุ้นชำระแล้ว/จำหน่ายแล้ว 10% วงเงินมูลค่า 2,500 ล้านบาท
9.บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) (SPALI) สัดส่วนต่อหุ้นชำระแล้ว/จำหน่ายแล้ว 5.6% วงเงินมูลค่า 2,000 ล้านบาท

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

Advertisement

เพิ่มเพื่อน