นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1.หากสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ คาดว่าการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2563 จะทำได้ที่ 27 ล้านคน ลดลง 32.15% หรือ 12.8 ล้านคน เทียบกับปี 2562 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยว 39.8 ล้านคน รายได้ลดลงเหลือ 1.31 ล้านล้านบาท หรือหายไป 6.26 แสนล้านบาท จากปี 2562 มีรายได้ 1.93 ล้านล้านบาท 2.หากคุมได้ในเดือนกันยายนนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 20 ล้านคน และ 3.หากโควิด-19 ลากยาวจนถึงสิ้นปี 2563 นักท่องเที่ยวจะทำได้เพียง 10 ล้านคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่หากทำได้ก็เก่งแล้ว
นายพิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนมกราคม 2563 มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 3.81 ล้านคน บวก 2.46% อันดับ 1 คือจีน เข้ามา 1.03 ล้านคน มาเลเซีย 0.32 ล้านคน รัสเซีย 0.25 ล้านคน เกาหลีใต้ 0.20 ล้านคน อินเดีย 0.15 ล้านคน ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ 2563 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามา 2.04 ล้านคน ติดลบ 43.50% อันดับ 1 คือรัสเซีย 0.21 ล้านคน มาเลเซีย 0.19 ล้านคน จีน 0.15 ล้านคน ลาว 0.14 ล้านคน ญี่ปุ่น 0.13 ล้านคน
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1-16 มีนาคม ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพียง 0.73 ล้านคน ลดลง 1.13 ล้านคน หรือ 60.84% สร้างรายได้ 37,003 ล้านบาท ลดลง 58,233 ล้านบาท หรือ 61.12% โดยนักท่องเที่ยวที่เข้ามามากสุดคือ รัสเซีย 96,001 คน มาเลเซีย 88,120 คน ลาว 73,188 คน ส่วนชาติที่เข้ามาน้อยสุดคือ สหรัฐอาหรับเอมีเรต ลดลง 99.94% ซาอุดิอารเบีย ลดลง 96.61% คูเวต ลดลง 95.61%
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พักอยู่ในไทย ไม่ต่ำกว่า 5 แสนคนที่เข้ามาแล้วไม่ยอมกลับประเทศตนเอง ซึ่งส่วนมากเป็นสหภาพยุโรป (อียู) สหรัฐอเมริกา รัสเซีย อังกฤษ เยอรมัน สาเหตุมาจากความกังวลในเรื่องมาตรการคัดกรองของประเทศตนเอง ทำให้นักท่องเที่ยวที่มีกำลังในการใช้จ่าย หรืออยู่ในวัยเกษียนอายุแล้ว อยากพักผ่อนในไทยต่อ เพราะมีความพร้อมหลายด้าน อาทิ 1.มีหมอที่สามารถดูแลได้ 2.ไม่ถูกรังเกียจเพราะเข้ามาก่อนเกิดโรคระบาด 3.กังวลว่าหากกลับประเทศแล้วจะได้รับการรักษาที่ดีหรือไม่ เพราะมีกระแสข่าวออกมาว่า หลายประเทศจะไม่รักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 จึงสร้างความกังวลเพิ่มขึ้น
“หลังจากการยกเลิกมาการยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (ฟรีวีโอเอ) ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาไทยเหลือเพียง 150-160 คนเท่านั้น และส่วนใหญ่เข้ามาเพื่อทำธุรกิจ คนจีนที่เป็นนักท่องเที่ยวจริงๆ ไม่เหลือแล้ว” นายพิพัฒน์กล่าว
นายพิพัฒน์กล่าวว่า การที่ต่างชาติเข้ามาพักในไทยนานๆ จะมีปัญหาในส่วนของการอยู่มากกว่าวันที่สามารถอยู่ในประเทศได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในการขยายเวลาให้ต่างชาติที่อยู่มาตั้งแต่ต้น อยู่เพิ่มได้อีก แบบไม่มีโทษ คลายกับมาตรการปราบชาวต่างชาติอยู่เกินกฏหมายกำหนด (โอเวอร์สเตย์) เพียงแต่ไม่ได้เป็นกลุ่มคนที่มีปัญหาเฉพาะตัว เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้ยังสามารถเยียวยาประเทศไทย ในภาคการท่องเที่ยวได้ เพราะต้องมีการใช้เงินในการพำนักในไทยอยู่แล้ว
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ส่วนปัญหาในเรื่องความมั่นนั้น ฝ่ายความมั่นคงจะต้องมีการคัดกรองและตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อไป โดยจะต้องติดตามว่าชาวต่างชาติที่เข้ามา เข้ามาเพราะอะไร มีปัญหาหรือไม่ ซึ่งมองว่าขณะนี้การตรวจสอบชาวต่างชาติ สามารถหาได้ง่ายมาก เพราะจำนวนต่างชาติอยู่ในประเทศไทยน้อยลง การตรวจสอบจึงทำได้ง่ายขึ้น และจำกัดพื้นที่ในการหาได้ง่าย หลักๆ แล้วประเมินว่าอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) มากที่สุด และคาดว่าน่าจะพักอยู่ตามคอนโดมีเนียม คงไม่ได้พักตามโรงแรมแน่นอน
นายพิพัฒน์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังกลัวคือ การลักลอบเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยปกปิดอาการที่แท้จริงของตนเอง เพื่อเข้ามาตรวจเจอในไทย และรับการักษาในไทยแทน เพราะสาธาระสุขของประเทศเหล่านั้นไม่แข็งแรง ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลได้เพิ่มความเข้มงวดตามด่านชายแดนทางบกเข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันการลักลอบเข้ามาของคนในอาเซียน เพื่อสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง โดยขณะนี้ต้องทำทุกช่องทาง ตั้งแต่ทางอากาศ ทางเรือ และทางบกให้ครอบคลุม เพราะทางอากาศและเรือประกาศกฎเกณฑ์แล้ว ส่วนทางบกจะต้องเร่งออกมา ซึ่งจะมีการเสนอให้การเดินทางเข้าประเทศไทยทางบก ต้องมีใบรับรองแพทย์ในการขอเข้าประเทศ
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ หากตัวเลขไม่ขยับขึ้นรุนแรง แสดงว่าเราเริ่มควบคุมได้แล้ว แต่ในช่วงของตัวเลขที่ขยับ จะเพิ่มขึ้นแบบทวีความรุนแรงมาก ในส่วนการประกาศของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้กำหนดปิดสถานที่ต่างๆ ภายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยได้ขอความร่วมมือกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ปิดกิจกรรมด้านกีฬาทั้งประเทศ อาทิ สนามมวย ชนโค ชนไก่ โดยนักกีฬาหลายประเภทยังมีออกไปแข่งขันเพื่อเก็บคะแนนอยู่ และหากสมาคมใดหรือนักกีฬาคนใดออกไปแล้ว จะกลับเข้ามาต้องกักตัวเองเพื่อดูอาการ 14 วัน ตามที่กำหนดไว้
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ในช่วงสงกรานต์แม้จะเลื่อนวันหยุดไป แต่ประชาชนส่วนใหญ่ ยังยืนยันว่าจะเดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งรัฐบาลพยายามหยุดการจัดกิจกรรมทุกอย่าง เพื่อลดความเสี่ยงให้มากที่สุด โดยหากทุกอย่างสามารถจบได้ภายในเดือนมิถุนายน 2563 จะนำเทศกาลสงกรานต์เข้ามารวมกับวันอาสาฬบูชา ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ ประชาสัมพันธ์ให้เป็นเทศกาลใหญ่แทนสงกรานต์ ในวันที่ 4-7 กรกฎาคม 2563
“ขณะนี้กระทรวงฯ คงทำอะไรไม่ได้มาก ทำได้แค่เพียงการซ่อม สร้าง และเข้าไปปรับปรุงพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยสิ่งที่อยากทำมากที่สุดคือ พัฒนาห้องน้ำภายในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เนื่องจากห้องน้ำสาธารณะของไทยในปัจจุบันยังไม่มีมาตรการมากนัก ในส่วนของงบประมาณที่จะใช้มาจากงบของกระทรวงฯส่วนหนึ่ง แต่หากไม่พอก็จะของบกลางมาสนับสนุนเพิ่มเติม” นายพิพัฒน์กล่าว
นายพิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับมาตรการที่กระทรวงฯจะเสนอครม. ต่อไปนั้น ได้แก่ 1.เสนอให้รัฐบาลซื้อหนี้ในภาคการท่องเที่ยว 2.ของบปรับปรุงและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน 3.การพิจารณาคืนเงินประกันให้ผู้ประกอบการบริษัททัวร์นำเที่ยวไม่น้อยกว่า 50% รวมมูบค่าทั้งหมด 1,400 ล้านบาท โดยจะหารืออัตราการคืนเงินเบื้องต้นอยู่ที่ 50-70% มูลค่า 50,000-200,000 บาท โดยบริษัททัวร์ในไทยมีกว่า 10,000 ราย โดยจะเสนอให้ครม.อนุมัติ และสามารถคืนเงินได้ทันที เพราะเงินมีอยู่แล้ว
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่


