คิดเห็นแชร์ : ปรับลดประมาณการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ ไวรัสโควิด-19 ขณะนี้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย โดยนักเศรษฐศาสตร์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คาดแนวโน้มอัตราการขยายตัวของ GDP ไทยปี 2563 จะทำได้เพียง +0.1% (แทบไม่ขยายตัวเทียบปีก่อน) โดยมีสมมุติฐานหลักว่าอัตราการเติบโตของ GDP ไทย 1Q63 และ 2Q63 จะติดลบต่อเนื่อง 2 ไตรมาสติด ก่อนจะฟื้นตัวได้ใน 3Q63 โดยสมมุติฐานที่สำคัญสำหรับประมาณการนี้คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ต้องดีขึ้นภายในเดือน พ.ค.2563 หรือก่อนเข้าฤดูฝน ซึ่งหากสถานการณ์การควบคุมการแพร่ระบาดยังไม่ดีขึ้นภายในเดือน พ.ค.2563 อาจทำให้แนวโน้มประมาณการการขยายตัวของ GDP ไทยปี 2563 จะติดลบเมื่อเทียบปีก่อน ผลจากการปรับลดคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้ ทำให้ฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ทำการปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยปีนี้ลง โดยคาด EPS ของ SET index ปี 2563 จะอยู่ที่ 80 บาท/หุ้น หรือลดลงราว-11% YoY

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ฝ่ายวิจัยคาดว่าผลการดำเนินงานปี 2563 จะได้รับผลกระทบในระดับสูงมาก คือ กลุ่มโรงแรม โดยฝ่ายวิจัยคาดกำไรของกลุ่มปีนี้จะลดลงมากถึง-67% YoY จากสมมุติฐานหลักว่าการท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงเดือน ส.ค.2563 และประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้รวมที่ 27.2 ล้านคน ลดลง-32% YoY และกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าผลการดำเนินงานจะลดลงมากเมื่อเทียบกับปี 2562 รองลงมาได้แก่ กลุ่มสื่อ ที่คาดว่ากำไรรวมจะลดลงราว -43% YoY เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้คาดว่าเม็ดเงินโฆษณาในภาพรวมจะชะลอตัวลง แม้ว่าเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล (เช่น Facebook, YouTube, และ Line ฯลฯ) จะเติบโตราว +15% YoY แต่คาดว่าเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดั้งเดิมที่มีสัดส่วนมากกว่าในขณะนี้จะลดลง -9% YoY ขณะเดียวกันธุรกิจขายสินค้าผ่านช่องทางสื่อโทรทัศน์มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรง นอกจากนี้ธุรกิจโรงหนังเป็นอีกธุรกิจที่คาดจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (กระทบทั้งจำนวนผู้ชมในโรงภาพยนตร์และการเลื่อนเปิดตัวหนังฟอร์มยักษ์ออกไป)

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรองลงมาจากผลของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวขณะนี้ ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งฝ่ายวิจัยประเมินว่ากำไรรวมของกลุ่มปี 2563 จะลดลงราว -23% YoY เป็นผลจากโอกาสเกิดหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มดอกเบี้ยที่เป็นขาลง ขณะเดียวกันคาดว่าการฟื้นตัวของภาพรวมอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์จะยืดออกไปอีก ทำให้แนวโน้มกำไรรวมของกลุ่มปี 2563 จะยังลดลงราว -18% YoY สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฝ่ายวิจัยประเมินว่าผล
กระทบในขณะนี้เป็นผลกระทบระยะสั้น และคาดจะฟื้นตัวได้จนทำให้แนวโน้มกำไรรวมทั้งปียังเติบโตเมื่อเทียบ YoY ได้คือ กลุ่มพลังงาน และกลุ่มค้าปลีก

และกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระดับที่ต่ำ ได้แก่ กลุ่ม สื่อสาร และกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยกลุ่มสื่อสารแม้ว่าจะมีปัจจัยกดดันระยะสั้นคือการประมูลคลื่น 5G ที่ผ่านมา แต่ฝ่ายวิจัยประเมินว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต่อผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือไม่มาก และภาพรวมของกลุ่มสื่อสารในปีนี้จะยังมีกำไรที่เติบโตจากปี 2562 ได้เล็กน้อย ขณะที่กลุ่มโรงไฟฟ้า เราประเมินว่าผลกระทบจะเป็นทางอ้อมต่อบริษัทจดทะเบียนที่มีการขายไฟฟ้าให้กับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในขณะนี้ทั้งจากห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงักและการบริโภคที่ชะลอตัวลง ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลง อย่างไรก็ดี ผลกระทบดังกล่าวต่อภาพรวมของกำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้า ไม่มีนัยสำคัญมากนัก ขณะที่ยังมีการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ๆต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ

กลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนในสถานการณ์ที่ตลาดการเงินทั่วโลกยังผันผวนขณะนี้ เราประเมินว่าเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่จะสะสมหุ้นพื้นฐานดีในราคาถูก พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ทำการจัดพอร์ตการลงทุนใหม่ เนื่องจากประเมินว่า ณ ระดับดัชนี SET index ในขณะนี้ (วันที่ 19 มี.ค. ปิดที่ 1,044 จุด)   คิดเป็น Forward PE เพียง 13 เท่าและ Earnings yield gap +6.5% โดยเน้นไปที่หุ้นพื้นฐานดีที่ได้รับผล กระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ในระดับที่ต่ำ เช่น กลุ่มสื่อสารและโรงไฟฟ้าที่เราได้อธิบายไปข้างต้น และรอให้สามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสได้มากกว่านี้เสียก่อน จึงค่อยเข้าลงทุนหุ้นที่รับผลกระทบโดยตรงและราคาหุ้นปรับลงมามาก

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon