หน้าแรก เศรษฐกิจ นักลงทุนต่างช...

นักลงทุนต่างชาติมั่นใจศก.ไทย ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเพิ่ม29%

11.07.16 | 19:03 น.

นายคเณศ วังส์ไพจิตร ผู้อำนวยการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า จากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า หรือ ดัชนีเชื่อมั่นเดือนกันยายน 2559 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ เพิ่มขึ้น 29% ขณะที่ดัชนีรวมเพิ่มขึ้น 11.75% หรืออยู่ที่ 106.46 จุด เนื่องจากนักลงทุนมั่นใจในความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่วนปัจจัยลบที่นักลงทุนกังวล คือ การเมืองในประเทศ ความผันผวนของสถานการณ์เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรโซน โดยนักลงทุนสนใจมากสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการรับเหมาก่อสร้าง ขณะที่อุตสาหกรรมที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดแฟชั่น


อย่างไรก็ตาม จากการที่สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป(อียู) ทำให้ค่าเงินผันผวนและนักลงทุนย้ายเงินไปยังทรัพย์สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อีกทั้งยังส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย เพราะในเดือนมิถุนายน นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาซื้อขายหุ้นไทยกว่า 2.53 แสนล้านบาท และตั้งแต่เมษายนถึงเดือนมิถุนายน นักลงทุนต่างประเทศมีปริมาณซื้อขายอยู่ที่ 6.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา กรรมการผู้จัดการกลุ่มจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บัวหลวง จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมีเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ไทย 3.15 แสนล้านบาท เนื่องจากตราสารหนี้ไทยยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าต่างประเทศ หรือให้ผลตอบแทนประมาณ 2% ขณะที่หลายประเทศตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนเป็นลบ เช่น ตราสารหนี้ 20 ปีของญี่ปุ่น ตราสารหนี้ 1-50 ปีของสวิสเซอร์แลนด์ ส่วนทิศทางกระแสเงินทุนต่างประเทศช่วงที่เหลือของปี คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก เพราะผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีทิศทางโตดีขึ้น และเห็นเม็ดเงินลงทุนจากยูโรปเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่

นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่าประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 1,500-1,550 จุด ปัจจัยบวกจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) อาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ย เศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัว เพราะรายได้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้น หลังปัญหาภัยแล้งลดลง นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เช่น การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน แต่ต้องจับตาปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ภาคธนาคารที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

Advertisement