‘แคท’ เข้มมาตรการเวิร์กฟรอมโฮม เชื่อหลังวิกฤตโควิด-19 ประชาชนจะเปลี่ยนไป

27.03.20 | 03:35 น.

พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เปิดเผยถึงวิธีการรับมือโควิด-19 ภายในองค์กร ว่า สถานการณ์นี้เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งยอมรับว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจมากพอสมควร เพราะบริษัทเป็นภาครัฐและมีหน้าที่ในการให้บริการงานโทรคมนาคมภาครัฐด้วย ขณะเดียวกันก็ดูแลภาคธุรกิจด้วย จึงต้องมีการปรับหลายเรื่อง แม้ว่าบริษัทคือบริษัทเทคโนโลยีแต่เมื่อต้องใช้เทคโนโลยีในการทำงานแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งก็มีปัญหาทั้งด้านการใช้เครื่องมือในการทำงานและตัวของพนักงานเองในการใช้เครื่องมือ

พ.อ.สรรพชัย กล่าวว่า บริษัทจึงมีการตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะ เริ่มตั้งแต่ส่วนของพนักงานที่จะเข้ามาทำงาน บริษัทได้ปิดพื้นที่เข้าออกเหลือช่องทางเดียว ทั้ง 3 แห่ง ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จากนั้นจึงกรองคนด้วยการวัดไข้ก่อนเข้าสำนักงาน และงดการประชุม รวมถึงมีการซักประวัติด้วย แต่ก็กรองได้ระดับหนึ่ง ซึ่งก็จะมีบางคนที่หลุดเข้ามา แต่มีการแจ้งภายหลังทันที ก็รีบนำคนที่เกี่ยวข้องออกและทำความสะอาดทันที ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบพนักงานติดเชื้อโควิด-19 แต่ก็มีคนที่มีความเสี่ยงอยู่จำนวนหนึ่งที่มาจากสนามมวย ก็ได้สั่งการให้ตรวจหาเชื้อ แต่พบว่าผลเป็นลบ

“สำหรับลูกค้าที่จ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์ยังคงสามารถใช้บริการได้ ส่วนที่เข้ามาที่ศูนย์บริการ บริษัทมีการปิดบางศูนย์ คือ ในห้างสรรพสินค้า ส่วนที่ยังเปิดก็มีการกรองลุกค้าเช่นเดียวกับที่ทำในสำนักงานเพื่อป้องกันความเสี่ยง และมีการเพิ่มการเว้นระยะห่างในการให้บริการแล้ว” พ.อ.สรรพชัย กล่าว

พ.อ.สรรพชัย กล่าวว่า ส่วนพนักงานของบริษัท เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีนโยบายให้ทำงานจากที่บ้าน หรือเวิร์กฟรอมโฮม ซึ่งต้องดูก่อนว่าพนักงานแผนกใดที่สามารถทำงานที่บ้านได้บ้าง มีจำนวนเท่าไร และดูเทคโนโลยีที่ใช้ หากเป็นการประชุม บริษัทมีเครื่องมือในการประชุมทางไกลอยู่แล้ว คือ แคท คอนเฟอร์เร้นซ์ ให้บริการทั้งภายในและภายนอก โดยขณะนี้มีจำนวนการทำงานที่บ้านประมาณ 30-40% คาดว่าจะเพิ่มเป็น 70% เพราะบางสายงานยังทำได้ยากเพราะเป็นผู้ต้องอยู่หน้างาน อาทิ การทำงาน 24 ชั่วโมง ซึ่งต้องมีการทำงานของพนักงานแบบเป็นรอบเวลา ซึ่งก็จะแก้ปัญหาด้วยการทำงานเป็นคู่ คนหนึ่งทำงานที่ทำงาน อีกคนทำงานที่บ้าน นอกจากนี้ มีการจำลองด้วยว่า หากพื้นที่นั้นไม่สามารถเข้ามาทำงานได้ จะมีการหาพื้นที่สำรองในการทำงานด้วย

“มีการให้อำนาจกับผู้บริหารแล้วในการพิจารณาและยืดหยุ่นในการทำงานว่า ส่วนไหนต้องทำงานที่บ้านบ้าง มีการผ่อนปรนกฎระเบียบ การทำงานที่บ้าน บริษัทก็มีการเช็คยอดเวลาทำงานแบบออนไลน์ด้วยผ่านเว็บไซต์ของบริษัทที่มีระบบ VPN ในการป้องกันเพื่อความปลอดภัยของระบบในการทำงานด้วย ซึ่งผู้บริหารต้องมีหน้าที่ในการดูแล ตรวจสอบว่าลูกน้องของตนเองทำงานอยู่ที่บ้านจริง เพื่อให้ทุกคนอยู่บ้าน มีความรับผิดชอบต่อสังคม หากไม่อยู่บ้านต้องแจ้งผู้บริหาร การทำงานที่บ้านคือการเปลี่ยนสถานที่จากที่ทำงานเป็นที่บ้านแต่ยังต้องทำงานเต็มเวลา ดังนั้นจึงต้องมีความเชื่อใจกัน หากไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิด” พ.อ.สรรพชัย กล่าว

Advertisement

พ.อ.สรรพชัย กล่าวว่า จากการทดลองทำงานที่บ้านมาประมาณ 3-4 วัน ก็พบปัญหาอุปสรรคของพนักงานในการใช้เทคโนโลยีเพราะอุปกรณ์ในการประชุมเมื่อมีการดาวน์โหลดพร้อมกันระบบก็มีปัญหาบ้างก็ต้องค่อยๆ ปรับ อีกเรื่องคือความคล่องในการใช้งาน เนื่องจากแต่ละคนมีขีดจำกัดในการใช้งานแตกต่างกัน อายุก็เป็นผลต่อการใช้งาน ยาก ง่าย แตกต่างกัน แต่เชื่อว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้มองว่าเป็นเรื่องท้าทาย ทำให้รู้ว่ามีความพร้อมหรือไม่ในการใช้เทคโนโลยี ในส่วนของการประชุมคณะกรรมการบริษัทก็เช่นกันจะเกิดขึ้นคือการประชุมทางไกล ซึ่งต้องดูข้อกฎหมายว่าสามารถทำได้ ก็ต้องเตรียมตัวทั้งระบบจริง และระบบแบคอัพ ซึ่งเป็นระบบของเอกชนที่รองรับอยู่

“เมื่อเหตุการณ์นี้เบาบางลง เชื่อว่าการทำงานของประชาชนจะเปลี่ยนไป การขับเคลื่อนองค์กรด้วยอีบิสิเนสจะมีมากขึ้น เมื่อมีความเคยชินจะรู้ว่ามีความสะดวกสบาย ซึ่งขณะนี้คนเริ่มมีการใช้แอปพลิเคชันในการจ่ายเงินเพื่อหลีกเลี่ยงการจับเงินสด รวมถึงคนมีอายุด้วย ดังนั้นจึงเป็นโอกาสทางการตลาดในอนาคตอย่างแน่นอน อีกประการคือ คนจะเริ่มเลือกเก็บเฉพาะของที่จำเป็นต่อชีวิต สิ่งไม่จำเป็นจะเลิกสะสม ตลอดจนเรื่องการพบปะสังสรรค์กันจะเลิกการใช้แก้วร่วมกัน” พ.อ.สรรพชัย กล่าว

นายสรรพชัย กล่าวว่า บริษัทเป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านโทรคมนาคมให้กับภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมามีการขอใช้บริการกันมาอยู่แล้ว และจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งบริษัทจะมีการขยายความจุเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นด้วย และบริษัทก็มีอุปกรณ์ที่รองรับตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้อมูลส่วนบุคคลอยู่แล้ว เพราะอุปกรณ์ทุกอย่างอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด นอกจากนี้

บริษัทจะมองถึงการทำงานร่วมกับฝ่ายไอทีของแต่ละกระทรวง เพื่อวางระบบให้และสอนการทำงานในครั้งเดียวให้ทำงานได้ทันที เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ว่าทุกครั้งที่เกิดสถานการณ์แบบนี้ต้องทำระบบให้ทุกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ต้องใช้เวลาในการทำ แต่จำเป็นต้องทำ รวมถึงระบบที่รองรับในสถานการณ์ฉุกเฉินต้องมีการรวมข้อมูลเข้าด้วยกันเพื่อให้มีช่องทางกลางในการสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ ซึ่งปัจจุบันทุกคนต่างมีแอปพลิเคชันในการช่วยกันรายงาน ทำให้บางครั้งข้อมูลไม่เรียลไทม์ ทำให้สังคมเกิดความสับสน ซึ่งอนาคตต้องมีการหารือกันว่าบริษัทจะช่วยสร้างโครงสร้างด้านโทรคมนาคมอย่างไรในการช่วยให้เกิดการบูรณาการร่วมกัน สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ดีที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คนที่ทำได้คือคน ต้องมีความรับผิดชอบ เพราะเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยให้คนทำงานง่ายขึ้น ดังนั้นคนทุกคนต้องช่วยกัน