หน้าแรก เศรษฐกิจ เคแบงก์แนะจับ...

เคแบงก์แนะจับตาเงินหยวนหลังเข้าเอสดีอาร์-ส่วนบาทไทยน่าจะแตะระดับ36.20บาท หากเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย

12.07.16 | 17:37 น.

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา “ทิศทางค่าเงินไตรมาส 3 และจับตาสภาวะเศรษฐกิจโลก” ว่าคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ที่ 3% โดยมีภาคการท่องเที่ยวและการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลยังเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญ และสถานการณ์ภัยแล้งคลี่คลาย รายได้เกษตรกรเริ่มขยับขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งออกของไทย จากกรณีที่สหราชอาณาจักรโหวตออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิท ว่าผลการเจราระหว่างกันจะออกมาเป็นอย่างไร และจะเป็นปัจจัยเสี่ยงซ้ำเติมให้การค้าชะลอลงอีกหรือไม่ หากการเจรจายืดเยื้อก็อาจจะส่งผลกระทบให้การส่งออกของไทยชะลอตัวลงได้อีก คาดส่งออกปีนี้ติดลบ 2%


“คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะส่งสัญญาณบวกก็ตาม เพราะรอดูผลกระทบจากกรณีเบร็กซิท และต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจจีน ที่เดือนตุลาคมนี้เงินหยวนของจีนเข้าร่วมในตะกร้าสกุลเงินของไอเอ็มเอฟ ที่เรียกว่า ตะกร้าสิทธิพิเศษถอนเงิน (เอสดีอาร์) อย่างเต็มตัว ค่าเงินหยวนจะเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น และส่งผลให้ผันผวน กระทบต่อค่าเงินในเอเชีย ส่วนปัจจัยในประเทศ ทางการเมืองที่จะมีการลงประชามติรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร หากการลงมติผ่านพ้นไปด้วยดี ค่าเงินบาทจะไม่เปลี่ยนแปลงมาก ในไตรมาส 3 นี้เงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่หากไม่เป็นไปตามคาดหมาย การกลับสู่การเป็นประชาธิปไตยของไทยล่าช้าออกไป ก็จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นลดลง ประเมินว่าค่าเงินบาทอ่อนลง มีโอกาสอยู่ที่ระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ” นายกอบสิทธิ์กล่าว และว่า ในช่วงสิ้นปีนี้ได้ประเมินการเคลื่อนไหวของเงินบาทใหม่อยู่ที่ระดับ 36.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพราะเฟดยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยและคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% จนถึงสิ้นปี 2560 เนื่องจากรัฐบาลยังต้องใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนการเคลื่อนย้ายเงินทุน คาดนักลงทุนจะยังคงเก็บไว้กับการลงทุนในพันธบัตรจนถึงสิ้นปีนี้ เพื่อรับผลตอบแทนส่วนต่างดอกเบี้ยที่ไทยยังมากกว่าสหรัฐ

นายยรรยง ไทยเจริญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายการเงิน ธปท.กล่าวว่า นโยบายการลดอัตราดอกเบี้ยต่ำในปัจจุบันของประเทศต่างๆ ไม่ได้ช่วยให้ยอดสินเชื่อเพิ่มขึ้นนัก แต่ละประเทศจึงหันมาให้ความสำคัญกับค่าเงินมากขึ้น เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในส่วน ธปท.ไม่ได้กำหนดเป้าหมายว่าอัตราแลกเปลี่ยนเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าอ่อนค่าหรือแข็งค่า ต้องดูค่าเงินบาทเทียบกับค่าเงินในภูมิภาค และคู่แข่งว่าเป็นอย่างไร