นางสาวดวงมณี เลาวกุล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวในงานเสวนาวิชาการ เรื่อง “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ในประเทศไทย” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ว่าจากการสำรวจข้อมูลประกอบการวิจัยช่วงปี 2554-2556 พบว่าประเทศไทยมีที่ดินรวม 319.82 ล้านไร่ แยกเป็นพื้นที่ถือครองที่ดินที่มีเอกสารสิทธิประเภทโฉนดที่ดิน ในปี 2555 พบว่ามีที่ดินทั่วราชอาณาจักร 95 ล้านไร่ จากจำนวนผู้ถือครอง 15.9 ล้านคน โดยยอดผู้ถือครองที่ดินสูงสุดอยู่ที่ 631,263 ไร่ และหากแบ่งเป็นค่าเฉลี่ยผู้ถือครองที่ดินทั่วประเทศนั้น จะพบว่าถือครองที่ดินไม่เกิน 1 ไร่ มีถึง 50% ของผู้ถือครอง ถือครองที่ดิน 1-5 ไร่ มี 22% ของผู้ถือครอง และมากกว่า 5 ไร่ มี 28% ของผู้ถือครอง
นางสาวดวงมณีกล่าวว่า ส่วนการถือครองทรัพย์สินสุทธิ พบว่าครัวเรือนเพียง 20% เป็นกลุ่มที่มีรายได้มากที่สุด ถือครองทรัพย์สินสุทธิที่มีมูลค่ามากกว่า 50% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิทั้งหมด ขณะที่ครัวเรือนอีก 80% ถือครองทรัพย์สินสุทธิที่มีมูลค่าไม่ถึง 50% เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการกระจุกตัวในการถือครองทรัพย์สินได้อย่างชัดเจน และยังพบว่าเส้นความยากจนปี 2557 อยู่ที่ 2,572 บาทต่อคนต่อเดือน คิดเป็นจำนวนคนจนในไทยอยู่ที่ 7.3 ล้านคน สัดส่วน 10.94% ของประชากรประเทศ
“การที่หน่วยงานรัฐได้ประกาศกำหนดเขตที่ดินของรัฐ ไม่ต่ำกว่า 150 ล้านไร่ ได้สร้างปัญหาความขัดแย้งและข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน ระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ เพราะปัญหาส่วนใหญ่ เกิดจากความไม่ชัดเจนของแนวเขตที่ดิน ที่สงวนหวงห้าม และไม่ได้กันที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของชุมชนออกจากเขตที่ดินสงวนหวงห้าม โดยข้อมูลพบว่า ประชาชนอาศัยในพื้นที่อนุรักษ์ประมาณ 1.84 ล้านราย เนื้อที่ประมาณ 2.2 ล้านไร่ จากพื้นที่ป่าอนุรักษ์รวมอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มีพื้นที่ประมาณ 64.1ล้านไร่” นางสาวดวงมณีกล่าว
นางสาวดวงมณีกล่าวว่า นอกจากนี้ มีชุมชนจำนวนมากกลับกลายเป็นผู้อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมาย และเกิดเป็นปัญหาขัดแย้งที่ดิน-ป่าไม้รุนแรงเพิ่มขึ้น จนในที่สุดกลายเป็นผู้ที่ถูกกล่าวโทษว่าเป็นผู้บุกรุกทำลายป่า มีชุมชนที่มีปัญหาที่ดินซ้อนทับกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 4,675 ตำบล ผู้เดือดร้อน 3,933,130 ครัวเรือน นอกจากนี้ การบังคับใช้คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64 และ 66/2557 ทำให้เกิดความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาที่ดินป่าไม้ โดยเฉพาะการจับกุมแบบเหวี่ยงแห การตัดฟันพืชผล รื้อถอนทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างของประชาชน โดยปราศจากการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับองค์กรชาวบ้านในพื้นที่ก่อนดำเนินการจับกุมหรือยึดคืนพื้นที่ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สูญเสียทรัพย์สิน ความไม่เป็นธรรม และสร้างความบาดหมางระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ
นางสาวดวงมณีกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ยังเกิดภาวะที่ดินหลุดมือทำให้พื้นที่เกษตรลดลง โดยที่ดินประมาณ 30 ล้านไร่ ในเขตชลประทานและเหมาะสมสำหรับการทำนาปลูกข้าว แต่ถูกนาไปใช้ผิดประเภท โดยประมาณ 5 ล้านไร่ เมื่อหลุดมือ ถูกนำไปใช้สร้างโรงงานอุตสาหกรรม รีสอร์ต และบ้านจัดสรร เป็นต้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ และมากกว่า 50% ของที่ดิน ที่ ส.ป.ก.จัดสรรเพื่อทำการเกษตรถูกครอบครองโดยบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าของสิทธิเดิม คือไม่ได้เป็นเกษตรกร และไม่ใช่คนที่มีชื่อในการถือครอง ส.ป.ก. 4-01 ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่จะได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในการทบทวนเนื้อหาของแผนแม่บทนั้น นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการจัดเก็บภาษีที่ดินหากมีการเก็บภาษีจริงในอัตราสูงสุด 3% จะส่งผลน้อยต่อการกักตุนที่ดินเพื่อเก็งกำไร การแก้ปัญหาโดยรวมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำนั้น รัฐต้องดำเนินการแก้ไขแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางรายได้และการถือครองที่ดิน
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำในไทยสูง แนวทางแก้ไข ต้องกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น ผ่านการเลือกตั้ง เพื่อให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำลดน้อยลง เนื่องจากหน่วยงานในท้องถิ่นจะทราบปัญหาในพื้นที่ดี ไม่เช่นนั้นปัญหาช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่สูง และมีมายาวนาน ยังคงมีแนวโน้มเป็นเช่นนี้ต่อไปแน่นอน

